thansettakij
thansettakij
"ภาษียาสูบ 2 อัตรา" ทำลายสุขภาพคนไทย 10 ปีเต็ม ถึงเวลาปฏิรูปแล้ว

"ภาษียาสูบ 2 อัตรา" ทำลายสุขภาพคนไทย 10 ปีเต็ม ถึงเวลาปฏิรูปแล้ว

28 พ.ค. 69 | 05:19 น.
อัปเดตล่าสุด :29 พ.ค. 69 | 05:26 น.

วันงดสูบบุหรี่โลกเผยความจริงช็อก! โครงสร้างภาษียาสูบ 2 อัตราที่ใช้มาเกือบ 10 ปี เปิดช่องบุหรี่ราคาถูกทะลักตลาด ทำรายได้รัฐหาย-คนสูบไม่ลด WHO และนักวิชาการเรียกร้องปฏิรูปด่วน

KEY

POINTS

  • โครงสร้างภาษียาสูบแบบ 2 อัตราที่ใช้มาเกือบ 10 ปี ส่งผลเสียต่อสุขภาพคนไทย เนื่องจากทำให้มีบุหรี่ราคาถูกในตลาดมากขึ้น สวนทางกับเป้าหมายในการลดการสูบบุหรี่
  • ระบบภาษี 2 อัตราส่งผลกระทบเชิงลบต่อการยาสูบแห่งประเทศไทย ทำให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และกระทบต่อรายได้ของรัฐรวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ
  • ผู้เชี่ยวชาญและองค์การอนามัยโลก (WHO) เสนอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างภาษีโดยกลับไปใช้ระบบ "อัตราเดียว" ตามมาตรฐานสากล เพื่อแก้ปัญหาและควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรการควบคุมการสูบบุหรี่ที่เข้มแข็งและต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน จนสามารถกล่าวได้ว่า สังคมไทยได้สร้าง “พื้นที่ปลอดควันบุหรี่” ที่ช่วยคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่จากผลกระทบของควันบุหรี่มือสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน มาตรการต่าง ๆ ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและแรงกดดันให้ผู้สูบบุหรี่ลด ละ หรือเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จด้านสาธารณสุขที่ควรได้รับการชื่นชม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการควบคุมยาสูบอย่างครอบคลุม ทั้งการห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะ การห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ การติดภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง

มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศมีแนวโน้มลดลง และทำให้ผู้คนในสังคม โดยเฉพาะผู้ไม่สูบบุหรี่ สามารถใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะได้โดยไม่ต้องเผชิญกับควันบุหรี่เหมือนในอดีต หรือเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศทั่วโลก

หนึ่งในมาตรการที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการลดการสูบบุหรี่ คือ “มาตรการด้านภาษี” เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สามารถลดการเข้าถึงบุหรี่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีรายได้น้อย เพราะการเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ลดความจูงใจในการซื้อของผู้สูบบุหรี่ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้ให้กับภาครัฐเพื่อนำกลับไปใช้พัฒนาด้านสาธารณสุข ท้องถิ่นและสังคมได้ด้วย

ก่อนปี 2560 ประเทศไทยใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว และมีการปรับขึ้นภาษีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากภาษีสรรพสามิตบุหรี่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ สัดส่วนการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายหรือบุหรี่เถื่อนยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่เกินประมาณ 10%

แต่หลังจากมีการปรับโครงสร้างภาษีเป็น “2 อัตรา” ในปี 2560 กลับเกิดผลข้างเคียงรุนแรง โดยเฉพาะการเปิดช่องให้บุหรี่นำเข้าลดราคาลงมาแข่งขันในกลุ่มราคาต่ำ ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยบุหรี่ราคาถูกมากขึ้น สวนทางกับเป้าหมายการลดการสูบบุหรี่โดยสิ้นเชิง กลับกลายเป็นว่ากำลังทำร้ายรัฐวิสาหกิจของรัฐเสียเอง เพราะระบบปัจจุบันทำให้การยาสูบแห่งประเทศไทยเสียเปรียบ สูญเสียตลาด และกระทบเกษตรกรชาวไร่ยาสูบโดยตรง

ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาที่โครงสร้างภาษีเป็นแบบ 2 อัตรา พิสูจน์แล้วว่า เรากำลังเดินผิดทิศทาง ทั้งในมิติของการปกป้องสุขภาพประชาชน การจัดเก็บรายได้รัฐ และการดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยาสูบของไทย

สิ่งที่น่ากังวลคือ ทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และนักวิชาการด้านสาธารณสุขและเศรษฐศาสตร์ของไทย ต่างเสนอไปในทิศทางเดียวกันมาหลายปีแล้วว่า ประเทศไทยควรใช้ “ภาษีอัตราเดียว” ตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการบิดเบือนตลาด

วันงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ จึงอาจเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่รัฐบาลจะตัดสินใจ “ปิดจุดอ่อน” ของระบบภาษีบุหรี่ไทยเสียที ก่อนที่ประเทศจะสูญเสียทั้งสุขภาพประชาชนและรายได้รัฐ และเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในบทบาทด้านสาธารณสุขที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำใน WHO

หากรัฐบาลจะปรับโครงสร้างครั้งใหม่ ก็ควรทำอย่างสมดุล คือกลับไปสู่อัตราเดียว กำหนดอัตราภาษีให้เหมาะสม พร้อมทยอยปรับขึ้นอัตราภาษีตามการขยายตัวของกำลังซื้อผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจตามตัวอย่างประเทศที่ดี เพื่อปรับพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ใช่ปล่อยให้โครงสร้างที่ผิดพลาดดำรงอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ทุกฝ่ายเห็นปัญหาตรงกัน