
‘เอไอไอบี’ ปล่อยกู้แล้ว อินโดฯ โชว์ซี้ได้เงินกู้เป็นประเทศแรกของอาเซียน
แบงก์เอไอไอบี ซึ่งมีจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทำหน้าที่คล้ายธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้งวดแรก เป็นเงินรวมกว่า 18,000 ล้านบาท ให้ 4 ประเทศ เผยอินโดนีเซียเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ได้เงินกู้ ระบุโครงการส่วนใหญ่สอดคล้องยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมของจีน
สำนักข่าวเอพี รายงานว่าคณะกรรมการธนาคาร เอไอไอบี อนุมัติเงินกู้งวดแรกให้โครงการใน 4 ประเทศมีมูลค่ารวม 509 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 18,324 ล้านบาท) นับเป็นการปล่อยกู้ครั้งแรกหลังจากที่ธนาคารก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2559
โครงการที่ได้รับอนุมัติเงินกู้คือโครงการสร้างถนนของประเทศปากีสถานได้เงิน 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) โครงการสร้างถนนของประเทศทาจิกิสถาน 27 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 972 ล้านบาท) โครงการสายส่งไฟฟ้าในบังกลาเทศ 165 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,940 ล้านบาท) และโครงการปรับปรุงชุมชนสลัมในอินโดนีเซีย 216.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,794 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการปล่อยกู้ร่วมกับธนาคารโลก
นายจิน ลีฉวิน (Jin Liqun) ประธานบริหารธนาคาร เอไอไอบี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าการอนุมัติเงินกู้ครั้งแรกในการประชุมประจำปีของคณะกรรมการนั้นนอกจากจะมีตัวแทนจาก 57 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกของธนาคารแล้วยังมีผู้สังเกตการณ์จาก 24 ประเทศเข้าร่วมการประชุมด้วย
ประเทศจีนเป็นหัวหอกในการก่อตั้งธนาคาร เอไอไอบี เพื่อทำหน้าที่คล้ายธนาคารโลกและธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) โดยสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่มีพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาซึ่งรวมทั้งอังกฤษและออสเตรเลียเข้าร่วมมีกองทุนประเดิม 50,000 ล้านดอลลาร์ส่วนใหญ่มาจากจีน (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) โดยจีนถือหุ้นใหญ่ที่ 26 % อินเดียเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ถือหุ้น 7.5% รัสเซียอยู่อันดับ 3 ถือหุ้น 5.9%
นายลีฉวิน ซึ่งเป็นอดีตประธานกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของจีน กล่าวว่าแม้จีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่เอไอไอบี ไม่ใช่ธนาคารของจีน โดยระบุว่า ประเทศจีนจะไม่กู้เงินนอกจากเป็นเรื่องพิเศษจริง ๆ “พนักงานของธนาคารขณะนี้มีจำนวน 39 คนและจะเพิ่มเป็น 100 คนในปลายปี เป็นคนที่ว่าจ้างมาจากทั่วโลก คนดูแลบัญชีเป็นคนญี่ปุ่นซึ่งไม่ใช่ประเทศสมาชิก”
ในเรื่องมาตรฐานและความโปร่งใสของการปล่อยเงินกู้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางสหรัฐอเมริกาหยิบยกแสดงความเป็นห่วงก่อนนี้นั้น ประธานบริหารของเอไอไอบี กล่าวว่า “แบงก์เอไอไอบี จะปล่อยกู้ให้กับโครงการที่ยั่งยืนทางการเงิน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมยอมรับ โดยจะเน้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เรามีมาตรฐานที่สูง”
เอพีระบุว่านายลีฉวิน รายงานต่อคณะกรรมการว่า เป้าการปล่อยเงินกู้ปีนี้ของธนาคารอยู่ที่ 500-1,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 18,000-43,200 ล้านบาท) หรือมากกว่านั้น
การปล่อยกู้ครั้งนี้นักวิเคราะห์ระบุว่าเน้นโครงการในยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการถนนของปากีสถานและทาจิกิสถาน ซึ่งอยู่ในเส้นทางสายไหมทางบกและโครงการในประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศในเส้นทางสายไหมทางทะเล
ประธานบริหารเอไอไอบี ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า การก่อตั้งธนาคารขึ้นในเวลาเดียวกับที่จีนมีความริเริ่มในโครงการ “วันเบลท์วันโรด” ซึ่งเป็นการสร้างท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายการค้าระหว่างจีนและยุโรป ซึ่งทางธนาคารจะสนับสนุนประเทศที่เป็นเป้าหมายในโครงการของจีน แต่การอนุมัติเป็นเอกสิทธิ์ของธนาคารที่จะให้เงินกู้หรือไม่ให้ก็ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,170
วันที่ 30 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
สำนักข่าวเอพี รายงานว่าคณะกรรมการธนาคาร เอไอไอบี อนุมัติเงินกู้งวดแรกให้โครงการใน 4 ประเทศมีมูลค่ารวม 509 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 18,324 ล้านบาท) นับเป็นการปล่อยกู้ครั้งแรกหลังจากที่ธนาคารก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2559
โครงการที่ได้รับอนุมัติเงินกู้คือโครงการสร้างถนนของประเทศปากีสถานได้เงิน 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,600 ล้านบาท) โครงการสร้างถนนของประเทศทาจิกิสถาน 27 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 972 ล้านบาท) โครงการสายส่งไฟฟ้าในบังกลาเทศ 165 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,940 ล้านบาท) และโครงการปรับปรุงชุมชนสลัมในอินโดนีเซีย 216.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,794 ล้านบาท) ซึ่งเป็นโครงการปล่อยกู้ร่วมกับธนาคารโลก
นายจิน ลีฉวิน (Jin Liqun) ประธานบริหารธนาคาร เอไอไอบี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าการอนุมัติเงินกู้ครั้งแรกในการประชุมประจำปีของคณะกรรมการนั้นนอกจากจะมีตัวแทนจาก 57 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกของธนาคารแล้วยังมีผู้สังเกตการณ์จาก 24 ประเทศเข้าร่วมการประชุมด้วย
ประเทศจีนเป็นหัวหอกในการก่อตั้งธนาคาร เอไอไอบี เพื่อทำหน้าที่คล้ายธนาคารโลกและธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) โดยสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่มีพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาซึ่งรวมทั้งอังกฤษและออสเตรเลียเข้าร่วมมีกองทุนประเดิม 50,000 ล้านดอลลาร์ส่วนใหญ่มาจากจีน (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) โดยจีนถือหุ้นใหญ่ที่ 26 % อินเดียเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ถือหุ้น 7.5% รัสเซียอยู่อันดับ 3 ถือหุ้น 5.9%
นายลีฉวิน ซึ่งเป็นอดีตประธานกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของจีน กล่าวว่าแม้จีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่เอไอไอบี ไม่ใช่ธนาคารของจีน โดยระบุว่า ประเทศจีนจะไม่กู้เงินนอกจากเป็นเรื่องพิเศษจริง ๆ “พนักงานของธนาคารขณะนี้มีจำนวน 39 คนและจะเพิ่มเป็น 100 คนในปลายปี เป็นคนที่ว่าจ้างมาจากทั่วโลก คนดูแลบัญชีเป็นคนญี่ปุ่นซึ่งไม่ใช่ประเทศสมาชิก”
ในเรื่องมาตรฐานและความโปร่งใสของการปล่อยเงินกู้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางสหรัฐอเมริกาหยิบยกแสดงความเป็นห่วงก่อนนี้นั้น ประธานบริหารของเอไอไอบี กล่าวว่า “แบงก์เอไอไอบี จะปล่อยกู้ให้กับโครงการที่ยั่งยืนทางการเงิน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมยอมรับ โดยจะเน้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เรามีมาตรฐานที่สูง”
เอพีระบุว่านายลีฉวิน รายงานต่อคณะกรรมการว่า เป้าการปล่อยเงินกู้ปีนี้ของธนาคารอยู่ที่ 500-1,200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 18,000-43,200 ล้านบาท) หรือมากกว่านั้น
การปล่อยกู้ครั้งนี้นักวิเคราะห์ระบุว่าเน้นโครงการในยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการถนนของปากีสถานและทาจิกิสถาน ซึ่งอยู่ในเส้นทางสายไหมทางบกและโครงการในประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศในเส้นทางสายไหมทางทะเล
ประธานบริหารเอไอไอบี ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า การก่อตั้งธนาคารขึ้นในเวลาเดียวกับที่จีนมีความริเริ่มในโครงการ “วันเบลท์วันโรด” ซึ่งเป็นการสร้างท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายการค้าระหว่างจีนและยุโรป ซึ่งทางธนาคารจะสนับสนุนประเทศที่เป็นเป้าหมายในโครงการของจีน แต่การอนุมัติเป็นเอกสิทธิ์ของธนาคารที่จะให้เงินกู้หรือไม่ให้ก็ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,170
วันที่ 30 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






