
'ภราดร' ลั่นกู้ดัชนี CPI ไทย เร่งดันใบอนุญาตหน่วยงานรัฐลงดิจิทัล
รัฐบาลรุกหนัก แก้ปม CPI รั้งท้ายอาเซียน "รมต.ภราดร" สั่งยกเครื่องกฎหมายเก่า-ดึงระบบใบอนุญาตราชการ 4,000 แห่งลงแพลตฟอร์มดิจิทัล ตัดวงจรใต้โต๊ะ ตั้งเป้ากู้คะแนนดัชนีคอร์รัปชั่น ไทย
รัฐบาลตั้งเป้าดึงคะแนนดัชนีคอร์รัปชัน (CPI) จาก 33 คะแนน ให้พุ่งเป้าไปที่ 45 คะแนน เพื่อหนีอันดับบ๊วยในอาเซียน โดยวางเวียดนามเป็นเป้าหมายแรกก่อนขยับไปสู่มาตรฐานสิงคโปร์ โดยเร่งเปลี่ยนระบบการขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่ยังค้างอีก 3,000 แห่ง ให้ขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ 100% เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และตัดวงจรเงินใต้โต๊ะ
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เข้าตรวจราชการและมอบนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐของสำนักงาน ป.ป.ท. พร้อมทั้งรับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของหน่วยงาน
นายภราดร กล่าวว่า จากคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภา ข้อ 10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง ข้อ 20 ราชการทันใจ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี และข้อ 23 แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
ซึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานทั้งในด้านต่างประเทศและความมั่นคง และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย มุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งจะนำไปสู่การ "ปลดล็อก" ศักยภาพของประเทศในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง ฟื้นคืนความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในด้านความโปร่งใสและหลักนิติธรรม ทำให้นานาชาติให้การยอมรับประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ
รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานราชการ และลดโอกาสการเกิดการทุจริตเชิงระบบ โดยมุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน
ทั้งนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้สำนักงาน ป.ป.ท. ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ และยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้น โดยมีแนวคิดในการจัดตั้งกลไกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นไปตามกรอบเวลา และสามารถติดตามผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามแนวคิดดังกล่าวต่อไป
เร่งการขออนุญาตไว้ในออนไลน์ กู้คะแนน CPI
นายภราดร เปิดเผยภายหลังว่าสถิติที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐกว่า 4,000 แห่งที่ต้องปรับระบบการขออนุญาตมาไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ขณะนี้ทำสำเร็จเพียง 1,000 แห่งเท่านั้น รัฐบาลจึงสั่งเร่งเครื่องอีก 3,000 แห่งที่เหลือให้จบโดยเร็ว โดยเชื่อมั่นว่าหากงานราชการตรวจสอบได้ผ่านหน้าจอ จะช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และตัดโอกาสการเรียกรับสินบนได้ทันที
จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ดัชนีคอร์รัปชัน (CPI) ของไทยร่วงไปอยู่อันดับ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก และรั้งอันดับ 8 ในอาเซียน รัฐบาลยอมรับความจริงแต่ไม่ยอมแพ้ โดยตั้งเป้าดึงคะแนนจาก 33 คะแนน ให้ขึ้นไปแตะระดับ 45 คะแนนเทียบเท่าเวียดนาม ก่อนจะวางโรดแมปมุ่งสู่มาตรฐานเดียวกับสิงคโปร์ในอนาคต
นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานความร่วมมือกับ ตำรวจ, กรมบัญชีกลาง และกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อตรวจสอบโครงการรัฐที่มีพิรุธ โดยจะใช้ดัชนีชี้วัด (KPI) มาประเมินผลการทำงานของแต่ละหน่วยงานอย่างจริงจัง ตามนโยบาย "ราชการทันใจ" ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้กฎหมายอำนวยความสะดวกประชาชนมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน
“การเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสและเข้าถึงง่าย คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน และจะช่วยฟื้นคืนความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติกลับมามั่นใจในประเทศไทยอีกครั้ง” นายภราดร กล่าวทิ้งท้าย







