thansettakij
thansettakij
ชงโละสต๊อกยางเก่า3.1แสนตัน เกษตรกร-ผู้ส่งออกรุมค้าน

ชงโละสต๊อกยางเก่า3.1แสนตัน เกษตรกร-ผู้ส่งออกรุมค้าน

29 มิ.ย. 59 | 08:00 น.
กยท. เตรียมชงครม." บิ๊กตู่"โละสต๊อกยางเก่า 3.1 แสนตัน วงในเผยมี 4 แนวทาง ยันไม่กระทบราคาตลาด ด้านเกษตรกร-ผู้ส่งออกประสานเสียงค้านทันควัน หวั่นทำราคาตกหลังเริ่มเปิดกรีดยางฤดูกาลใหม่ ซัพพลายเริ่มมาก ชี้น้ำยางราคาตกทุก 1 บาท/กก. ทำรายได้เกษตรกรหายเดือนละ 300 ล้าน ด้านก.เกษตรฯเผยชิโนเคมส่งสัญญาณรับมอบยางงวดที่ 2 แต่อีกด้านไม่ไว้ใจรับมอบจริง เร่งหาตลาดใหม่ทดแทน ชูกอินเดียตลาดความหวังใหม่ ขณะรับปากจ่ายเงินยางเกษตรกร 8 พันตันค้างส่งมอบชิโนเคม

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ กรรมการ(บอร์ด)การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ทางบอร์ด ได้มีมติเห็นชอบเรียบร้อยแล้วที่จะมีการระบายสต๊อกยางพาราเก่าจาก 2 โครงการใน 2 รัฐบาลที่ผ่านมาก ได้แก่ยางในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง(รัฐบาลยิ่งลักษณ์) และยางในโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางหรือบัฟเฟอร์ฟันด์(รัฐบาลปัจจุบัน) ปริมาณยางรวม 3.1 แสนตัน โดยเห็นชอบ 2 แนวทาง ได้แก่ 1. การเปิดประมูลให้เอกชน/พ่อค้า เข้ามาซื้อล็อตเล็ก ๆ ในช่วงเวลาที่เหมะสม ซึ่งจะไม่กระทบกับราคายางในประเทศ และ 2.ระบายสต๊อกแบบล็อตใหญ่ครั้งเดียวให้กับเอกชน ซึ่งอาจกระทบกับราคายางในประเทศบ้างไม่มากนัก

ทั้งนี้มองว่าหากกำจัดยางในสต๊อกออกไปได้ จะไม่เป็นตัวกดดันราคายางในอนาคต จากที่ผ่านมาทั้งพ่อค้าและตลาดโลก มักใช้เป็นข้ออ้างในการกดราคารับซื้อน้ำยางและผลิตภัณฑ์ยางจากเกษตรกร ที่สำคัญคือรัฐบาลต้องรับภาระค่าเช่าโกดังเอชนเพื่อเก็บยางถึงเดือนละ 30 ล้านบาท ส่วนยางพาราทั้งในรูปยางแท่ง และยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่ได้รับปากซื้อจากสถาบันเกษตรกร เพื่อส่งมอบให้กับชิโนเคมกรุ๊ปจากจีน(สัญญา 2 แสนตัน)ตามที่ได้ตกลงราคาเบื้องต้นไว้กับเกษตรกรแล้วนั้น ล่าสุดแม้การซื้อและรับมอบยางของชิโนเคมในล็อตที่ 2 มีความล่าช้า แต่ทางกยท.จะยังรับซื้อยางจากเกษตรกรทั้งหมด ส่วนชิโนเคมจะมีการรับมอบยางหรือไม่ในอนาคต ทาง กยท.ไม่ได้ห่วง เพราะยังมีแผนดำเนินการที่จะเปิดตลาดใหม่ อื่นๆ ด้วย

สอดคล้องกับ นายสุรพล จารุพงศ์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ขั้นตอน การปฏิบัติในการระบายสต๊อกยางและการจัดการสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางของ กยท.กล่าวว่า มติบอร์ด เห็นชอบแล้วเรื่องการระบายยางเก่าในต๊อก และจะส่งเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป โดยแนวทางหลักๆ ได้แก่ การใช้ภายในประเทศ โดยหน่วยงานราชการ หรือระบายให้กับพ่อค้าหรือผู้ส่งออก ทั้งนี้แล้วแต่มติครม.จะพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าจะเลือกแนวทางใด

ขณะที่ความคืบหน้าการใช้ยางในประเทศของ 10 หน่วยงานราชการ ล่าสุดได้มีการประชุม (วันที่ 20 มิ.ย.59) ถึงความต้องการใน 2 ปีงบประมาณ (ปี 2559 -2560 ) แต่ก็ยังติดเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานยาง ซึ่งจะมีการหารือกันใหม่ในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ดีทาง 10 หน่วยงานได้มีการกันงบประมาณสำรองไว้เพื่อจัดซื้อผลิตภัณฑ์ยางที่จะนำไปใช้เรียบร้อยแล้ว

"เรื่องการซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางระหว่างชิโนเคมกรุ๊ปกับ กยท. ที่ได้มีการชะลอการรับมอบยางออกไปนั้น ล่าสุดได้รับการติดต่อมาแล้วว่าจะมีการส่งมอบยางงวดที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้ ตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ ก็คือ 1.66 หมื่นตัน ส่วนยางของเกษตรกรที่จะส่งมอบให้กับชิโนเคม ที่ กยท.ยังค้างจ่ายเงินแก่เกษตรกร ปริมาณรวมกว่า 8 พันตันทางคุณเชาว์ ทรงอาวุธ รักษาการรองผู้ว่าการด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กยท. ได้แจ้งแล้วว่าจะรับซื้อทั้งหมดในราคาที่ได้มีการรับปากตกลงกันไว้ โดยทาง กยท.มีเงินทุนที่จะใช้การค้าขายประมาณ 2 พันล้านบาท (ส่วนหนึ่งมาจากทุนประเดิม) ที่จะนำมาจ่ายให้กับสถาบันเกษตรกรในครั้งนี้"

นายสุรพล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ทางผู้บริหาร กยท. ได้ไปเจรจาขายยางในตลาดอินเดีย ซึ่งมีความคืบหน้าโดยอินเดียมีความต้องการที่จะใช้ยางจากประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น จากปกติในแต่ละปีอินเดียมีการนำเข้ายางพาราประมาณ 4 แสนตัน โดยนำเข้าจากอินโดนีเซียมากสุด คิดเป็นสัดส่วน 46% (1.84 แสนตัน) ขณะที่นำเข้าจากไทย 9.8 หมื่นตัน คาดปีนี้อินเดียจะนำเข้าจากไทยแตะ 1 แสนตัน นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้กับผู้ประกอบการอินเดีย 3 แนวทางเพื่อเพิ่มการใช้ยาง ได้แก่ 1.หากซื้อยางโดยตรงผ่าน กยท. อินเดียจะลดค่าใช้จ่าย เพราะ กยท. เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่มุ่งหวังกำไรสูงสุดเหมือนเอกชน 2.เชิญชวนผู้ประกอบการในประเทศอินเดียมาลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปยางในประเทศไทย ตามโครงการรับเบอร์ซิตี้ของรัฐบาล 3. กยท. เป็นผู้จัดหายางเพื่อเป็นวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานในประเทศอินเดีย เพื่อทำการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ตราสัญลักษณ์ร่วม (Co – Branding) ส่วนหนึ่งใช้ขายทั่วไป และอีกส่วนหนึ่งส่งกลับมาใช้ในกิจการของรัฐในประเทศไทยด้วย

ด้านนางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปรึกษา หลักเกณฑ์ เงื่อนไข ขั้นตอน การปฎิบัติในการระบายสต๊อกยางและการจัดการสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางของโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง(บัฟเฟอร์ฟันด์) ของกยท.ว่า ไม่ใช่จะขายในเร็วๆ นี้ จะต้องมีการตรวจสต๊อกยางก่อนเพื่อที่จะประเมินราคา และต้องตรวจนับว่าปริมาณยางในโกดังมีครบตามจำนวนหรือไม่ และการที่จะส่งเรื่องเพื่อขอนุมัติการระบายยางในล็อตดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม. ในขั้นตอนก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่มีพล. อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานก่อน จึงจะสามารถส่งเรื่องเข้าครม.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบได้

"นอกจากนี้ยังต้องยกเลิกมติ ครม.เดิมก่อน เพราะก่อนหน้านี้ไปล็อคราคาที่จะขายยางในสต๊อกไม่ต่ำกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า การขายยางคงไม่สามารถกระทำได้เพราะค่าเสื่อม และราคายางในประเทศครึ่งปีหลังจะไม่สูงมากนัก ราคาน้ำมันก็ไม่มีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้นสถานการณ์ราคายางในครึ่งปีหลังน่าจะทรงตัว ส่วนการซื้อขายยางระหว่าง กยท.กับชิโนเคมนั้น เปรียบเสมือนของขวัญที่รัฐบาลจีนมอบให้ไทย ภายใต้สัญญาโครงการรถไฟไทย-จีน แต่ไม่ได้เป็นสัญญาที่อยู่ในเงื่อนไขผูกผัน ดังนั้นจึงขอชี้แจงให้สังคมเข้าใจ"

ขณะที่นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสมาคมเครือข่ายเกษตรกร สถาบันเกษตรกรยางพาราไทย( มี 7 องค์กรยางอยู่ในสมาคม) และนายเพิก เลิศวังพง ที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (ชสยท.) ให้ความเห็นพ้องกันว่า ไม่เห็นด้วยที่จะรัฐบาลจะระบายยางในช่วงนี้ เพราะหากปล่อยข่าวว่าขายราคายางลงแน่นอน ขอตั้งคำถามว่าก่อนหน้านี้ราคายางแผ่นดิบเคยขึ้นไปถึง 60 บาทต่อกิโลกรัม ช่วงเกษตรกรปิดกรีดยาง(มี.ค-เม.ย.) ทำไมไม่ขาย แต่จะมาขายในเวลานี้ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรเปิดกรีดยาง ซัพพลายเริ่มออกมามาก จะทำให้ราคาตก เรื่องนี้เอื้อใครพ่อค้าหรือเกษตรกร

สอดรับกับนายวรเทพ วงศาสุทธิกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ที่กล่าวว่า ราคาน้ำยางสด วันที่ 24 มิถุนายน 2559 อยู่ที่ 49.50 บาท/กิโลกรัม มีแนวโน้มที่จะขยับไปแตะ 50 บาท แต่ถ้ารัฐบาลจะขายยางในสต๊อก หากมีผลทำให้ราคาน้ำยางสด ลดลงทุก 1 บาท/กิโลกรัม จะทำให้เกษตรกรเสียหายเดือนละ 300 ล้านบาท (คำนวณจากผลผลิตน้ำยางสดของเกษตรกรเฉลี่ยเดือนละ 3 แสนตัน คูณด้วยตันละ 1 พันกิโลกรัม หารด้วยราคายางที่ลดลงกิโลฯละ 1 บาท เท่ากับ 300 ล้านบาท) เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับค่าเช่าโกดังเก็บยางที่รัฐบาลมีภาระเดือนละ 30 ล้านบาท กับรายได้ของเกษตรกรที่จะหายไปเดือนละ 300 ล้านบาท รัฐต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าควรจะเก็บหรือขายออกมา

แหล่งข่าวจาก กยท. เผยถึง กรอบ/แนวทางการระบายยางเก่าในสต๊อก 2 โครงการใน 2 รัฐบาลที่ผ่านมารวม 3.1 แสนตัน ที่จะส่งให้ ครม.พิจารณาให้เห็นชอบมี 4 แนวทาง ได้แก่ 1.กำหนดให้ทุกหน่วยราชการที่สร้างหรือซ่อมแซมถนนนำยางพาราผสมยางมะตอยในอัตรา 5% ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 เป็นไป โดยให้ทุกหน่วยงานต้องมาซื้อกับ กยท. 2. กำหนดให้ภาครัฐที่จะนำยางไปใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ให้ซื้อยาง จาก กยท. ตามราคาตลาด แต่หากหน่วยงานใดประสงค์จะใช้ยาง โดยไม่ต้องคิดมูลค่า ให้นำเสนอต่อ ครม.เป็นกรณีไป 3.ขายยางให้บริษัทเอกชนภายในประเทศ ในราคาต่ำกว่าตลาด 20% เพื่อจูงใจให้มีการใช้ยางในประเทศมากขึ้น หรือ 4.ให้ กยท.ประสานงานกับกลุ่มประเทศอาเซียน(9 ประเทศ) เพื่อนำเสนอว่าหากประเทศใดต้องการสร้างหรือซ่อมถนนโดยใช้ยางพารา รัฐบาลไทยอาจให้ความช่วยเหลือ โดยการสนับสนุนยางพาราโดยไม่คิดมูลค่า

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,169 วันที่ 26 - 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline