thansettakij
รู้จักที่มา 'วันวาเลนไทน์' ตำนานเทพเจ้าคิวปิดแห่งความรัก

รู้จักที่มา 'วันวาเลนไทน์' ตำนานเทพเจ้าคิวปิดแห่งความรัก

02 ก.พ. 2569 | 05:40 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.พ. 2569 | 05:48 น.

เปิดตำนานวันวาเลนไทน์ รู้จักที่มา '14 กุมภาพันธ์' สัญญลักษ์แห่งความรัก พร้อมเทพเจ้าคิวปิด ผู้ส่งลูกศรตกหลุมรัก

KEY

POINTS

  • วันวาเลนไทน์มีที่มาจากเรื่องราวของ "นักบุญวาเลนไทน์" บาทหลวงในยุคโรมันที่ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เนื่องจากแอบจัดพิธีแต่งงานให้คู่รักสวนคำสั่งจักรพรรดิ
  • "เทพเจ้าคิวปิด" เทพแห่งความรักในตำนานโรมัน เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของวันวาเลนไทน์ โดยมีลูกศรที่สามารถบันดาลให้คนตกหลุมรักหรือปฏิเสธความรักได้
  • ตำนานความรักระหว่างคิวปิดกับไซคี เป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนว่าความรักที่แท้จริงต้องอาศัยความเชื่อใจ ความอดทน และการเสียสละเพื่อพิสูจน์ตนเอง

ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ผู้คนทั่วโลกต่างร่วมเฉลิมฉลอง วันวาเลนไทน์ (Valentine’s Day) วันที่ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ความโรแมนติก และการแสดงความรู้สึกดีต่อกัน ผ่านดอกไม้ ช็อกโกแลต และการ์ดอวยพร แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังวันแห่งความหวานนี้ มีรากฐานจากเรื่องราวทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และตำนานเทพเจ้าที่เข้มข้นกว่าที่หลายคนคาดคิด

ประวัติวันวาเลนไทน์ จุดกำเนิดจากจักรวรรดิโรมัน

ต้นกำเนิดของวันวาเลนไทน์ ย้อนกลับไปในสมัย จักรวรรดิโรมัน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 โดยเชื่อมโยงกับบุคคลสำคัญในศาสนาคริสต์ นามว่า นักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine) ซึ่งมีหลายตำนานเล่าขาน แต่เรื่องที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ระบุว่า วาเลนไทน์เป็นบาทหลวงในกรุงโรม

ในยุคนั้น จักรพรรดิ คลอดิอุสที่ 2 มีความเชื่อว่า ชายหนุ่มที่ยังไม่แต่งงานจะเป็นทหารที่เข้มแข็งกว่า จึงมีคำสั่งห้ามการสมรส แต่บาทหลวงวาเลนไทน์ไม่เห็นด้วย และแอบประกอบพิธีแต่งงานให้คู่รักอย่างลับ ๆ จนถูกจับกุมในที่สุด

นักบุญผู้เสียสละเพื่อความรัก ต้นแบบวันวาเลนไทน์

การฝ่าฝืนคำสั่งจักรพรรดิ ทำให้วาเลนไทน์ถูกตัดสินประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 269 ตำนานเล่าว่า ก่อนเสียชีวิต เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงหญิงสาวผู้เป็นที่รัก พร้อมลงนามว่า
From your Valentine

ข้อความดังกล่าว กลายเป็นต้นแบบของการ์ดวาเลนไทน์ในปัจจุบัน และทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกยกย่องเป็นสัญลักษณ์ของ ความรัก ความเสียสละ และความซื่อสัตย์ต่อหัวใจ

จากพิธีศาสนาสู่เทศกาลแห่งความรักระดับโลก

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 5 สมเด็จพระสันตะปาปาเจลาซิอุสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันรำลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์อย่างเป็นทางการ ก่อนที่ในยุคกลางของยุโรป วันดังกล่าวจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับความรักแบบโรแมนติก

กระทั่งในศตวรรษที่ 18 วันวาเลนไทน์เริ่มแพร่หลาย มีการแลกเปลี่ยนการ์ด ของขวัญ และคำอวยพร จนพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมระดับโลกดังเช่นปัจจุบัน

ความหมายวันวาเลนไทน์ในยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน วันวาเลนไทน์ไม่ได้จำกัดเพียงความรักของคู่รักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแสดงความรักต่อครอบครัว เพื่อนฝูง และการรักตัวเอง สะท้อนแนวคิดว่า ความรักมีได้หลากหลายรูปแบบ

วันวาเลนไทน์จึงไม่ใช่แค่วันแห่งดอกกุหลาบสีแดง แต่เป็นวันที่เตือนใจถึงพลังของความรัก ความกล้าหาญ และการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่เชื่อ

เทพเจ้าคิวปิด สัญลักษณ์แห่งความรักในวันวาเลนไทน์

นอกจากนักบุญวาเลนไทน์แล้ว อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของวันวาเลนไทน์ คือ เทพเจ้าคิวปิด (Cupid) เทพแห่งความรักในตำนานโรมัน ซึ่งมักปรากฏในภาพเด็กชายมีปีก ถือธนูและลูกศร

ตามตำนาน คิวปิดเป็นบุตรของ เทพีวีนัส (Venus) เทพีแห่งความรักและความงาม โดยลูกศรของคิวปิดมี 2 ประเภท ได้แก่

  • ลูกศรทองคำ ยิงแล้วทำให้ผู้ถูกยิงตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
  • ลูกศรตะกั่ว ทำให้เกิดความเย็นชา หรือปฏิเสธความรัก

คิวปิดจึงเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทั้งหวานซึ้งและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน

ตำนานรักคิวปิด–ไซคี เรื่องเล่าแห่งความเชื่อใจ

หนึ่งในตำนานที่โด่งดังที่สุด คือ เรื่องราวความรักระหว่าง คิวปิดกับไซคี (Psyche) หญิงสาวมนุษย์ผู้เลอโฉมจนเทพีวีนัสอิจฉา และสั่งให้คิวปิดทำให้เธอตกหลุมรักชายเลวร้าย แต่คิวปิดกลับเผลอถูกลูกศรของตนเองและตกหลุมรักไซคี

แม้ทั้งคู่ต้องเผชิญบททดสอบ ความไม่ไว้วางใจ และการพลัดพราก แต่สุดท้ายไซคีก็พิสูจน์ความรักอันมั่นคง จนได้รับความเป็นอมตะและได้ครองรักกับคิวปิดอย่างสมบูรณ์

ตำนานนี้ถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของ ความรักที่ต้องอาศัยความเชื่อใจ ความอดทน และการเสียสละ

คิวปิดกับวันวาเลนไทน์ จากตำนานสู่สัญลักษณ์สากล

เมื่อเวลาผ่านไป ภาพลักษณ์ของคิวปิดถูกนำมาใช้ควบคู่กับวันวาเลนไทน์ เพื่อสื่อถึงความรักแบบโรแมนติก ความหวาน และแรงดึงดูดของหัวใจ จนกลายเป็น “เทพเจ้าแห่งวันวาเลนไทน์” ในเชิงวัฒนธรรม

การผสานเรื่องราวของ นักบุญวาเลนไทน์ และ เทพเจ้าคิวปิด ทำให้วันวาเลนไทน์กลายเป็นวันที่รวมทั้งความรักในเชิงศรัทธา ความเสียสละ และความโรแมนติกไว้ด้วยกันอย่างลงตัว