ศาลอุทธรณ์ฯพิพากษายืน ยกฟ้อง กรรมการสภาม.รามคำแหง ถอดถอน อดีตอธิการบดี

14 ม.ค. 2569 | 12:02 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 12:42 น.

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้องคดี สืบพงษ์ ปราบใหญ่ อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง ฟ้องกรรมการสภามหาวิทยาลัย 16 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ชี้กฎหมายให้อำนาจสภาฯ ถอดถอนได้ และไม่ปรากฏเจตนาทุจริต

วันที่ 14 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. โดยประมาณ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อท 1239/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 20246/2568 ที่นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ยื่นฟ้องกรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง 16 คนเป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

คดีนี้ นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ โจทก์ฟ้องว่า ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 15/2564 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 จำเลยทั้ง 16 ได้ลงมติถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรณีที่โจทก์ในฐานะอธิการบดีมิได้เรียกประชุมสภามหาวิทยาลัยตามที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงแปดคนร้องขอ และกรณีที่โจทก์มอบหมายให้เลขานุการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีหนังสือขอเลื่อนการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงครั้งที่ 18/2564 ซึ่งประธานในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงครั้งที่ 13/2564 ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 
 

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 มาตรา 18(7) บัญญัติให้สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีอำนาจหน้าที่พิจารณาถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติให้สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใดก่อนหรือต้องดำเนินการไม่ต่ำกว่ามาตรฐานของการไล่ออกจากราชการ หรือต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอื่นๆเสียก่อนที่จะพิจารณาถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงย่อมทำให้จำเลยทั้งสิบหกในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัย เข้าใจและเชื่อว่ามีอำนาจและหน้าที่ถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

ประกอบกับจำเลยทั้งสิบหกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงคนอื่นๆส่วนใหญ่ลงมติเห็นควรถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งอธิการบดี อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสิบหกไม่ได้มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสิบหกยังไม่พอรับฟังว่ากระทำโดยมีมูลเหตุจูงใจพิเศษ การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกจึงไม่มีมูลความผิดตามฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน