ยกระดับระบบตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสารเคมี สู่ความมั่นคงสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ

13 ม.ค. 2569 | 07:23 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ม.ค. 2569 | 07:31 น.

คพ. จับมือ ม.มหิดล ยกระดับระบบตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสารเคมี สู่ความมั่นคงสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ หลังการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากเหตุฉุกเฉินด้านสารเคมีและมลพิษสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้น ในรอบ 5 ปี มีอุบัติภัยจากสารเคมีเกิดขึ้นรวมจำนวน 168 ครั้ง

KEY

POINTS

  • กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามความร่วมมือทางวิชาการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสารเคมี
  • ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากอุบัติภัยสารเคมีที่เพิ่มสูงขึ้น โดย 5 ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุแล้ว 168 ครั้ง ซึ่งกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม
  • มีเป้าหมายเพื่อพัฒนางานวิชาการ งานวิจัย การฝึกอบรม และบุคลากร เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายระดับประเทศ

 

วันนี้ (13 มกราคม 2569) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.)ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ มหาวิทยาลัยมหิดล (คณะสาธารณสุขศาสตร์) สร้างความร่วมมือการดำเนินงานเกี่ยวกับบริหารจัดการการควบคุมมลพิษสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสารเคมี

ทั้งในเชิงการพัฒนางานวิชาการ งานวิจัย การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การฝึกอบรม การให้ความร่วมมือด้านข้อมูลและองค์ความรู้ทางวิชาการ  รวมถึงการพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมี ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดี คพ. และศ. นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ลงนาม

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากเหตุฉุกเฉินด้านสารเคมีและมลพิษสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้น ในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา มีอุบัติภัยจากสารเคมีเกิดขึ้นรวมจำนวน 168 ครั้ง โดยเกิดขึ้นในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม และโกดังเก็บสารเคมี สูงถึงร้อยละ 68 รองลงมา ได้แก่ ภาคการขนส่งสารเคมี

อุบัติภัยดังกล่าวมักจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องมาจากการฟุ้งกระจายของเขม่าควัน ก๊าซพิษ และการรั่วไหลของสารเคมีสู่แหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน รวมถึงส่งผลโดยตรงต่อผู้ปฏิบัติงาน เช่น เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับสัมผัสสารเคมีอันตรายโดยตรง ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว และทำให้ภาครัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ คพ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและหามาตรการจำกัดผลกระทบจากสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยการเสริมสร้างขีดความสามารถในการตอบโต้เหตุฉุกเฉินด้านสารเคมีและการบริหารจัดการควบคุมมลพิษสิ่งแวดล้อมของบุคลากร ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ และการสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ประกอบกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ที่จะสามารถนำมาขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

ศ. นพ. ปิยะมิตร กล่าวว่า ในบริบทของโลกปัจจุบัน ปัญหามลพิษ สิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงจากสารเคมี มิได้เป็นเพียงประเด็นเชิงเทคนิคหรือปัญหาเฉพาะพื้นที่ หากแต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในหลายมิติ ปัญหาดังกล่าวต้องได้รับการแก้ไขภายใต้กรอบแนวคิด One Health ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพของมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศเข้าด้วยกัน

ความร่วมมือกับ คพ. เป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งด้านสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม พิษวิทยา ระบาดวิทยา และการจัดการความเสี่ยง เพื่อพัฒนานโยบาย มาตรการ และแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมมีความทันสมัย และตอบโจทย์บริบทของประเทศ สะท้อนถึงแนวคิด MU Synergy ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มุ่งบูรณาการศักยภาพของหน่วยงาน และเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อสังคม ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงลึกการพัฒนากำลังคน และการสนับสนุนเชิงวิชาการ เข้ากับการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติจริงในระดับประเทศต่อไป ศ. นพ. ปิยะมิตร กล่าว