การกำกับดูแลค่าน้ำและค่าไฟฟ้าในหอพักนักศึกษา ซึ่งภาครัฐตั้งเป้าเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและลดภาระค่าครองชีพ กลับเริ่มเห็นสัญญาณปัญหาใหม่ เมื่อเจ้าของหอพักบางแห่งเลือกปรับขึ้นค่าเช่าห้องแทน เพื่อชดเชยรายได้จากค่าสาธารณูปโภคที่ถูกควบคุมให้เก็บตามอัตราจริง
สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่าหลังจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ประกาศใช้ “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง การให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 กันยายน 2568 เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้เช่าและสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
เนื่องจาก สคบ. และสภาองค์กรของผู้บริโภคพบปัญหาหอพัก ห้องเช่าที่เรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟแพงเกินจริง ซึ่งผู้เช่าส่วนใหญ่เป็น นักเรียน-นักศึกษา 88.9% กลุ่มที่มีรายได้จำกัดและแทบไม่มีอำนาจต่อรองในตลาดเช่าที่อยู่อาศัย จึงจัดทำประกาศดังกล่าวเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เช่า
ปัจจุบันกลับพบพฤติการณ์เลี่ยงกฎของผู้ประกอบการบางราย ด้วยการปรับขึ้นค่าเช่าห้องในอัตราที่สูงผิดปกติ ข้อมูลร้องเรียนของสภาผู้บริโภค พบว่า เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่เพียงแห่งเดียว มีเรื่องร้องเรียนมากกว่า 300 กรณี โดยพบการปรับขึ้นค่าเช่าห้องตั้งแต่ 500-1,500 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนและไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะนักศึกษาที่เป็นกลุ่มเปราะบางด้านค่าใช้จ่าย
เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สภาผู้บริโภคเตรียมหารือร่วมกับ สคบ. และผลักดันให้มหาวิทยาลัยเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะกองกิจการนักศึกษา ในการช่วยตรวจสอบพฤติกรรมหอพัก และจัดทำบัญชีดำ (Blacklist) หอพักที่แอบปรับขึ้นค่าเช่าอย่างไม่เป็นธรรมหลังจากค่าน้ำค่าไฟถูกควบคุมราคา
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใส และเป็นทางเลือกให้นักศึกษาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกที่พักอาศัย ลดความเสี่ยงถูกเอาเปรียบในระยะยาว
การปรับขึ้นค่าเช่านั้นสามารถทำได้หากมีความจำเป็น แต่ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น
เลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่การให้ภาครัฐเข้าไปควบคุมราคาทุกมิติ แต่เป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม เจ้าของหอพักควรมองบทบาทของตนในฐานะที่พึ่งของนักเรียนและนักศึกษาในระยะยาว และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แก้ปัญหาหนึ่งแล้วไปสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาแทน