KEY
POINTS
วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งการให้ นายวิทวัส สุคันธรส ผู้อำนวยการกองคดียาเสพติด พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่กองคดียาเสพติด และกองปฏิบัติการพิเศษ โดยสนธิกำลังร่วมกับ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เข้าตรวจสถานที่ เพื่อทำการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน คดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 5 จุด ได้แก่
ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิฯ เปิดเผยว่า จากการเข้าตรวจค้นเบื้องต้นสามารถตรวจยึดเอกสาร และเครื่องสแกนม่านตา จำนวน 4 เครื่อง ได้ภายใน บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ย่านรามคำแหง เพื่อนำมาตรวจพิสูจน์ว่าเครื่องดังกล่าวเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน รวมทั้งขยายผลกับว่ามีการถ่ายโอนหรือเก็บข้อมูลไว้ที่ใด เพราะอาจมีผลกระทบในอนาคต
ส่วนผู้ต้องหาขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยมีการบูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาเป็นกรอบในการดำเนินการ หากมีการสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญดิจิทัล เมื่อแลกเหรียญดิจิทัลแล้วจะเข้าข่าย พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เป็นกฎหมายของ ก.ล.ต. ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกันว่ามีความผิดฐานใด
ทั้งนี้ การเก็บข้อมูล ม่านตา ซึ่งถือเป็น ข้อมูลชีวภาพที่สำคัญ ถูกนำมาแลกกับเหรียญดิจิทัล ทำให้มีข้อกังวลเรื่อง ความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล และว่าการเก็บหรือส่งต่อข้อมูลไปต่างประเทศนั้นถูกต้องหรือไม่ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อนำมาประกอบการสืบสวนสอบสวน และขยายผลไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป