
‘สุวัจน์ ลิปตพัลลภ‘ ชี้ 3 ขั้วการเมืองไร้พรรคชนะขาด เล็งมัดใจประชาชนพลังเงียบ 40%
“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ“ มั่นใจเลือกตั้งรอบนี้ไม่มีพรรคใดชนะขาด เล็งเกิดรัฐบาลผสม 400 เสียง โดยชี้กุญแจสำคัญคือ "พลังเงียบ" 40% ที่จะเลือกพรรคที่มีนโยบายเศรษฐกิจชัดเจนและแคนดิเดตนายกฯ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและแก้ปัญหาปากท้องได้จริง
KEY
POINTS
- 'สุวัจน์ ลิปตพัลลภ' วิเคราะห์การเมืองเป็น 3 ขั้วหลัก โดยเชื่อว่าจะไม่มีพรรคใดชนะการเลือกตั้งแบบเด็ดขาด และจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสม
- ชี้ว่ายังมีกลุ่มพลังเงียบหรือประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใดสูงถึง 40% ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศ
- พรรคการเมืองที่สามารถนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนและมีแคนดิเดตนายกฯ ที่สร้างความเชื่อมั่นได้ จะเป็นผู้ชนะใจกลุ่มพลังเงียบ
นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นำทีมผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขตอำเภอเมืองนครราชสีมา ทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ได้แก่
- นายประเสริฐ บุญชัยสุข เบอร์ 11 เขต 1
- นายวัชรพล โตมรศักดิ์เบอร์ 8 เขต 2
- นายสมบัติ กาญจนวัฒนา เบอร์ 3 เขต 3
เข้ากราบขอพรอนุสาวรีย์น้าชาติ–พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา รวมถึงนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา เพื่อความเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจก่อนการเลือกตั้ง
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่า ให้กำลังใจแก่ผู้สมัครทุกคน พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จ และได้กลับมาทำงานรับใช้บ้านเมืองและพี่น้องประชาชนชาวโคราชอย่างเต็มความสามารถ
โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันของ 3 ขั้วการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีแนวโน้มว่าไม่น่าจะมีพรรคใดชนะขาดเพียงพรรคเดียว และจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงสนับสนุนรวมประมาณ 400 เสียง
“จากผลโพลยังพบว่ามีประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจถึงร้อยละ 40 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญอย่างมาก ในช่วง 40 วันที่เหลือ พรรคใดสามารถนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน และมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มพลังเงียบได้มากที่สุด พรรคนั้นจะเป็นผู้ชนะและมีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศ”
นายสุวัจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดหลังการเลือกตั้งคือ “ความเชื่อมั่น” หากการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รวมถึงนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถด้านการบริหาร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ และช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม






