thansettakij
thansettakij
‘เบร็กซิท เอฟเฟกต์’เขย่าโลก ทดสอบความแข็งแกร่งสหภาพยุโรป

‘เบร็กซิท เอฟเฟกต์’เขย่าโลก ทดสอบความแข็งแกร่งสหภาพยุโรป

23 มิ.ย. 59 | 02:00 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มิ.ย. 59 | 09:12 น.
ไม่มีใครฟันธงได้อย่างแน่ชัดว่า ผลของการทำประชามติของสหราชอาณาจักร หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายไปแล้วว่า “เบร็กซิท” (Brexit-Britishexit) ที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายนนี้ จะออกมาเป็นเช่นไร และขณะเดียวกัน ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด ก็ไม่มีความชัดเจนว่าเส้นทางต่อจากนี้ จะดำเนินไปเป็นอย่างไรมีเพียงเสียงเตือนท่ามกลางความกังวลว่า ผลประชามติครั้งนี้ไม่เพียงแต่ชี้ชะตาอนาคตของสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่ยังอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่รอคอยสหภาพยุโรป(อียู) อยู่

ฝ่าย "Remain" พลิกนำโค้งสุดท้าย

แม้กระทั่งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการทำประชามติ ผลสำรวจความคิดเห็นยังแสดงให้เห็นว่า ทั้งฝ่ายสนับสนุนการออกจากอียู หรือฝ่าย "Leave" และฝ่ายสนับสนุนการเป็นสมาชิกอียู หรือ " Remain" ต่างมีคะแนนสูสีกัน จนไม่มีใครกล้าคาดเดาว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด แม้ว่าในสัปดาห์ก่อนการทำประชามติ ฝ่าย "Leave" ดูเหมือนจะมีภาษีเหนือกว่า แต่ในช่วง 3 วันสุดท้าย ผลโพลล์ที่ออกมาแสดงให้เห็นว่า ฝ่าย " Remain" ได้โมเมนตัมกลับคืนมาอีกครั้ง

ผลสำรวจทางโทรศัพท์โดยเซอร์เวชันพบว่า กลุ่มสนับสนุนอียูมีคะแนนเหนือกว่าที่ 45% ขณะที่ฝ่ายโหวตออกมีคะแนน 42% ส่วนผลโพลล์ทางอินเตอร์เน็ตโดยยูกอฟพบว่า ฝ่ายอียูมีคะแนนนำที่ 44% ต่อ 43% นับเป็นการพลิกกลับขึ้นมานำของฝ่าย " Remain" หลังจากผลโพลล์ของทั้ง 2 สำนักก่อนหน้านี้ ต่างแสดงว่าฝ่าย "Leave" มีคะแนนนำฟากฝั่งโต๊ะพนันของอังกฤษเอง ซึ่งหลายคนกล่าวว่าเป็นปัจจัยบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือกว่าการทำโพลล์ ที่ในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นการทำประชามติเพื่อขอแยกตัวของสกอตแลนด์ หรือการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดของอังกฤษ ล้มเหลวในการคาดการณ์ผลอย่างเที่ยงตรงนั้น ก็แสดงให้เห็นโมเมนตัมของฝ่าย "Remain" ที่กลับคืนมา โดยในสัปดาห์สุดท้าย เบ็ตแฟร์และแลดโบรกส์ต่างมองความน่าจะเป็น ที่อังกฤษจะอยู่ในอียูต่อมีเกินกว่า 70%

ชี้เบร็กซิทกดจีดีพีผู้ดีวูบ1.5%

ขณะที่ตลาดหุ้นและสินทรัพย์อื่น ๆ ในช่วงต้นสัปดาห์ ขานรับโมเมนตัมของฝ่ายสนับสนุนอียู ด้วยดัชนีในตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างคึกคัก เช่นเดียวกับค่าเงินปอนด์ ที่ดิ่งลงในสัปดาห์ก่อนหน้า ก็ปรับตัวกลับขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดในช่วงโค้งสุดท้าย ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความอ่อนไหวต่อผลโหวต "เบร็กซิท" เพียงใด

ไซมอน เวลส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเอชเอสบีซีและทีมงาน คาดการณ์ผลกระทบในระยะสั้นกรณีที่ผลออกมาเป็น "Leave" ว่า มีโอกาสที่ค่าเงินปอนด์จะอ่อนตัวลงถึง 15% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงค่าเงินยูโรมีโอกาสอ่อนลงตามไปด้วยในเบื้องต้น ขณะที่นักลงทุนจะเทขายหุ้นและหันไปซื้อพันธบัตรแทน ส่วนดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษจะดิ่งลง โดยธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) อาจจะต้องเข้ามาอัดฉีดสภาพคล่องในกรณีที่มีการขาดแคลนเงินดอลลาร์ในลอนดอน

ทีมนักเศรษฐศาสตร์ของเอชเอสบีซีกล่าวอีกว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นคือ ความไม่แน่นอนที่มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้จ่ายของภาคธุรกิจและประชาชน โดยผลกระทบจะเห็นชัดเจนในเรื่องการลงทุน ถ้าบริษัทต่าง ๆ ชะลอการใช้จ่ายจนกว่าจะมีความชัดเจน ว่าสถานภาพของสหราชอาณาจักรภายหลังออกจากอียูแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป เอชเอสบีซีประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลงจากเดิมประมาณ 1-1.5% ในปี 2560

IMF ขู่กระทบเศรษฐกิจหนัก

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ในกรณีที่สหราชอาณาจักรออกจากอียู แต่ยังสามารถเจรจาความตกลงทางการค้ากับอียูในลักษณะเดียวกับนอร์เวย์ได้ การเติบโตของจีดีพีมีโอกาสลดลง 1.5% ภายในปี 2562 แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือการเจรจาการค้ากับอียูไม่เป็นผล และสหราชอาณาจักรต้องใช้กฎการค้าขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) จะทำให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2560 และจีดีพีมีโอกาสลดลงไปถึง 5.5% ภายในปี 2562
ขณะเดียวกันถ้าสหราชอาณาจักรตัดสินใจเป็นสมาชิกอียูต่อไป ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะฟื้นกลับคืนมาในช่วงปลายปี 2559 หลังจากผลของการทำประชามติค่อยๆ ลดน้อยลงไป

ด้าน แมทธิว เอลเลียต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม โหวตลีฟ (Vote Leave) ตอบโต้ความเห็นของไอเอ็มเอฟว่า ไอเอ็มเอฟเลือกที่จะละเลยผลประโยชน์จากการออกจากอียู และโฟกัสเพียงผลด้านลบเท่านั้น "ถ้าเราโหวตออก เราสามารถสร้างงานเพิ่มได้ 3 แสนตำแหน่ง ด้วยการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก เราไม่ต้องจ่ายเงิน 350 ล้านปอนด์ให้กับอียูทุก ๆ สัปดาห์ ด้วยเหตุนี้จึงปลอดภัยกว่าที่จะโหวตออก"

รายงานของไอเอ็มเอฟยังระบุถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ ที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องไปถึงประเทศอื่น ๆ ในอียู โดยเฉพาะประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ทางการค้าและการเงินกับสหราชอาณาจักร อาทิ ไอร์แลนด์ มอลตา ไซปรัส ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจะน้อยกว่าในสหราชอาณาจักร

นอกเหนือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก "เบร็กซิท" ที่มีการวิเคราะห์กันอย่างแพร่หลายแล้ว ผลกระทบทางการเมืองเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน โดยนักวิเคราะห์มองว่า ในเบื้องต้นกรณีที่ผลโหวตออกมาเป็นชัยชนะของฝ่าย "Leave" หรือแม้แต่ชัยชนะแบบเฉียดฉิวของฝ่าย " Remain" นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ คาดว่านายคาเมรอนจะออกแถลงการณ์ในทันทีที่ผลประชามติมีความชัดเจน ว่าออกมาในทิศทางใด

อียูอ่อนแอหลังโหวต "เบร็กซิท"

ผลกระทบทางการเมืองจะไม่หยุดอยู่เพียงในสหราชอาณาจักร และแรงกระเพื่อมจากประชามติครั้งนี้อาจกระทบยุโรปรุนแรงกว่า เหตุผลสำคัญคือกระแสความไม่พึงพอใจต่อสถาบันอียู ที่มีเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศสมาชิก ทำให้เกิดความกังวลว่า ถ้าสหราชอาณาจักรออกจากอียู จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่ฝ่ายคัดค้านอียูมีความเข้มแข็ง และอาจมีบางประเทศที่ตัดสินใจดำเนินรอยตาม

แต่ในขณะเดียวกัน แม้ผลออกมาว่าชาวสหราชอาณาจักรเลือกอยู่กับอียู ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ประชามติครั้งนี้ทำให้อียูอยู่ในสถานะที่อ่อนแอลง เนื่องจากสหราชอาณาจักรได้เจรจาสิทธิพิเศษในบางเรื่อง อาทิ เรื่องการจำกัดสวัสดิการของผู้อพยพกับอียูไปแล้ว ซึ่งอาจทำให้มีประเทศอื่น ๆ นำเรื่องการออกจากอียูมาใช้เป็นข้ออ้างในการเรียกร้องสิทธิพิเศษเช่นเดียวกัน "มันจะเป็นการยากสำหรับอียู ที่จะทัดทานประเทศที่เรียกร้องสิทธิพิเศษแบบเดียวกันนี้ เมื่อประเทศต่างๆ เริ่มต้องการข้อยกเว้น ระบบมีโอกาสพังทลายได้" ทิม เบล ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยควีน แมรี ในกรุงลอนดอน ให้ความเห็น

โดนัลด์ ทัสก์ ประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป กล่าวยอมรับว่า ไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องประเมินอนาคตของอียูกันใหม่อย่างจริงจัง เนื่องจากมีความไม่พึงพอใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วทั้งภูมิภาค ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศผู้ก่อตั้งอียูอย่าง เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส "เราคงไม่ฉลาดถ้าเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนอย่างการทำประชามติ มีสัญญาณของความไม่พอใจต่อสหภาพยุโรปเพิ่มมากขึ้นจากทั่วทั้งยุโรป ไม่เพียงแต่สหราชอาณาจักร"

หลังจากวันที่ 23 มิถุนายนผ่านพ้นไป ไม่มีใครแน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ทั้งกับสหราชอาณาจักรและอียู เนื่องจากไม่เคยมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ถ้าผลออกมาเป็น "Remain" แน่นอนว่านายคาเมรอน รวมถึงผู้นำยุโรปคงหายใจได้ทั่วท้องขึ้น บีบีซีคาดการณ์ว่าในกรณีดังกล่าว ผู้นำยุโรปจะเร่งเดินหน้าเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเป็นสมาชิกอียูของสหราชอาณาจักร ตามที่ได้เจรจากับนายคาเมรอนในช่วงต้นปี

ถ้าผลออกมาเป็น "Leave" คาดว่านายคาเมรอนเดินเรื่องการออกจากการเป็นสมาชิกอียูในทันที ด้วยการใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน ฉบับปี 2552 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่มีใครเคยใช้มาก่อน หลังจากนั้นสหราชอาณาจักรจะมีเวลา 2 ปี ในการเจรจาเงื่อนไขการออกจากอียู และความสัมพันธ์หลังจากออกจากอียูแล้ว ซึ่งรวมถึงข้อตกลงทางการค้าว่าจะออกมาในรูปแบบใด

นับจากนี้ ทั่วโลกได้แต่กั้นหายใจนับถอยหลัง ลุ้นผลประชามติเมืองผู้ดี ที่จะเขย่าอียู ส่งแรงกระเพื่อมทั่วโลก ไม่ว่าจะ "Leave or Remain "!!!

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,168 วันที่ 23 - 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline