
อองซาน ซูจี โฟกัสประเด็นแรงงาน เอกชนไทยเตรียมเสนอเพิ่มความสะดวกการค้าชายแดน
กระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า ในการเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่23-25 มิถุนายน 2559 นางอองซาน ซูจีที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในฐานะแขกของรัฐบาล ตามคำเชิญของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะหยิบยก 2 ประเด็นสำคัญขึ้นหารือ ได้แก่ ความร่วมมือด้านแรงงานและความร่วมมือด้านการพัฒนาและการเชื่อมโยง
พร้อมกันนี้ทั้ง 2 ฝ่ายจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ความตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน และความตกลงว่าด้วยการข้ามแดน แต่จะไม่มีการหารือในเรื่องของผู้อพยพชาวโรฮิงจา
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเปิดเผยภายหลังการประชุมครม.เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า จะไม่มีการหยิบยกปัญหาของชาวโรฮินจาขึ้นมาหารือกับนางออง ซาน เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นปัญหาภายในของเมียนมา ซึ่งในส่วนของรัฐบาลไทยจะยังคงนโยบายในการดำเนินการต่อผู้อพยพชาวโรฮินจาตามรูปแบบและมาตรฐานที่ได้ดำเนินการมา ขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจนั้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เคยออกมาระบุว่า จะนำเสนอเกี่ยวกับการร่วมผลักดันความคืบหน้าของโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยและเมียนมา ขณะเดียวกันก็ได้สั่งการให้หน่วยงานอื่นๆไปเตรียมการประเด็นเศรษฐกิจอื่นๆที่จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยเปิดเผยว่า ในการมาเยือนประเทศไทยของนางอองซาน ซูจี ครั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่า น่าจะมีแนวทางร่วมมือด้านต่างๆ และจะมีลู่ทางในการขยายการค้าระหว่างกันมากขึ้น โดยหอการค้าไทยเสนอประเด็นในการผลักดัน ดังนี้
1. ผลักดันการยกระดับจุดผ่อนปรนพิเศษสิงขรและจุดผ่อนปรนเจดีย์สามองค์ ซึ่งจะช่วยพัฒนาการค้าชายแดนให้มีมูลค่าสูงขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา (2558) จุดผ่อนปรนเจดีย์สามองค์ มีมูลค่าการค้าประมาณ 3,000 ล้านบาท และจุดผ่อนปรนมะริด-สิงขร ประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าเป็นมูลค่า 60.4 ล้านบาท และส่งออก 99 ล้านบาท
2. เรื่องการทำวีซ่าแบบ Visa On Arrival (VOA) ณ ด่านชายแดนไทย ซึ่งปัจจุบันไทยและเมียนมาได้มีการยกเลิกการตรวจลงตราวีซ่าระหว่างกันเฉพาะผู้ที่เดินทางเข้า-ออกประเทศทางอากาศเท่านั้น ไทยและเมียนมายังไม่สามารถทำการตรวจลงตรา VOA ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยได้เนื่องจากติดปัญหาเรื่องความมั่นคง
ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการผลักดันให้มีการทำ VOA ณ ด่านชายแดนระหว่างไทยและเมียนมา คือจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจที่อยู่เมืองชายแดนของทั้งสองประเทศ สามารถเดินทางติดต่อทำการค้ากันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะชาวเมียนมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทำวีซ่าถึงเมืองย่างกุ้ง ส่วนชาวเมียนมาที่อยู่บริเวณชายแดน ก็จะสามารถเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลและท่องเที่ยวในเมืองชั้นในของฝั่งไทย อาทิ พิษณุโลก และสุโขทัย ได้สะดวกมากขึ้น
และ 3. เป็นการผลักดันเรื่องการขอขยายเวลาการใช้ Border Pass (หนังสือผ่านแดน หรือ บัตรผ่านแดน) ซึ่งปัจจุบัน ชาวเมียนมาสามารถใช้ Border Pass เข้ามาในฝั่งไทยโดยเฉพาะอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้เพียงแค่ 1 วัน หรือมาเช้า-เย็นกลับเท่านั้น หอการค้าฯ จึงขอเสนอให้ผลักดันการขยายเวลาการใช้ Border Pass เข้า-ออกไทยสำหรับชาวเมียนมาเพิ่มจากเดิมเป็น 7 วัน โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากการขยายเวลาการใช้ Border Pass ดังกล่าวจะทำให้ชาวเมียนมามีเวลาเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อสินค้าในฝั่งแม่สอดได้มากขึ้น และจะส่งผลให้การค้าชายแดนในส่วนของด่านแม่สอด-เมียวดี มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
อนึ่ง การค้าชายแดนยังคงเป็นปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจที่สำคัญระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีสัดส่วนถึง 81.95% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่างทั้งสองประเทศ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2.14 แสนล้านบาท โดยเมียนมามีมูลค่าการค้ากับทั่วโลกกว่า 7.83 แสนล้านบาท ขณะที่มีมูลค่าการค้ากับไทยรวม 2.61 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 33.4 % เท่านั้น ฉะนั้น ไทยจึงยังมีโอกาสในการค้าขายกับเมียนมาอีกมาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,168 วันที่ 23 - 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559
พร้อมกันนี้ทั้ง 2 ฝ่ายจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ความตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน และความตกลงว่าด้วยการข้ามแดน แต่จะไม่มีการหารือในเรื่องของผู้อพยพชาวโรฮิงจา
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเปิดเผยภายหลังการประชุมครม.เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า จะไม่มีการหยิบยกปัญหาของชาวโรฮินจาขึ้นมาหารือกับนางออง ซาน เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นปัญหาภายในของเมียนมา ซึ่งในส่วนของรัฐบาลไทยจะยังคงนโยบายในการดำเนินการต่อผู้อพยพชาวโรฮินจาตามรูปแบบและมาตรฐานที่ได้ดำเนินการมา ขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจนั้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เคยออกมาระบุว่า จะนำเสนอเกี่ยวกับการร่วมผลักดันความคืบหน้าของโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยและเมียนมา ขณะเดียวกันก็ได้สั่งการให้หน่วยงานอื่นๆไปเตรียมการประเด็นเศรษฐกิจอื่นๆที่จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยเปิดเผยว่า ในการมาเยือนประเทศไทยของนางอองซาน ซูจี ครั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่า น่าจะมีแนวทางร่วมมือด้านต่างๆ และจะมีลู่ทางในการขยายการค้าระหว่างกันมากขึ้น โดยหอการค้าไทยเสนอประเด็นในการผลักดัน ดังนี้
1. ผลักดันการยกระดับจุดผ่อนปรนพิเศษสิงขรและจุดผ่อนปรนเจดีย์สามองค์ ซึ่งจะช่วยพัฒนาการค้าชายแดนให้มีมูลค่าสูงขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา (2558) จุดผ่อนปรนเจดีย์สามองค์ มีมูลค่าการค้าประมาณ 3,000 ล้านบาท และจุดผ่อนปรนมะริด-สิงขร ประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าเป็นมูลค่า 60.4 ล้านบาท และส่งออก 99 ล้านบาท
2. เรื่องการทำวีซ่าแบบ Visa On Arrival (VOA) ณ ด่านชายแดนไทย ซึ่งปัจจุบันไทยและเมียนมาได้มีการยกเลิกการตรวจลงตราวีซ่าระหว่างกันเฉพาะผู้ที่เดินทางเข้า-ออกประเทศทางอากาศเท่านั้น ไทยและเมียนมายังไม่สามารถทำการตรวจลงตรา VOA ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยได้เนื่องจากติดปัญหาเรื่องความมั่นคง
ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการผลักดันให้มีการทำ VOA ณ ด่านชายแดนระหว่างไทยและเมียนมา คือจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจที่อยู่เมืองชายแดนของทั้งสองประเทศ สามารถเดินทางติดต่อทำการค้ากันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะชาวเมียนมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทำวีซ่าถึงเมืองย่างกุ้ง ส่วนชาวเมียนมาที่อยู่บริเวณชายแดน ก็จะสามารถเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลและท่องเที่ยวในเมืองชั้นในของฝั่งไทย อาทิ พิษณุโลก และสุโขทัย ได้สะดวกมากขึ้น
และ 3. เป็นการผลักดันเรื่องการขอขยายเวลาการใช้ Border Pass (หนังสือผ่านแดน หรือ บัตรผ่านแดน) ซึ่งปัจจุบัน ชาวเมียนมาสามารถใช้ Border Pass เข้ามาในฝั่งไทยโดยเฉพาะอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้เพียงแค่ 1 วัน หรือมาเช้า-เย็นกลับเท่านั้น หอการค้าฯ จึงขอเสนอให้ผลักดันการขยายเวลาการใช้ Border Pass เข้า-ออกไทยสำหรับชาวเมียนมาเพิ่มจากเดิมเป็น 7 วัน โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากการขยายเวลาการใช้ Border Pass ดังกล่าวจะทำให้ชาวเมียนมามีเวลาเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อสินค้าในฝั่งแม่สอดได้มากขึ้น และจะส่งผลให้การค้าชายแดนในส่วนของด่านแม่สอด-เมียวดี มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
อนึ่ง การค้าชายแดนยังคงเป็นปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจที่สำคัญระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีสัดส่วนถึง 81.95% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่างทั้งสองประเทศ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2.14 แสนล้านบาท โดยเมียนมามีมูลค่าการค้ากับทั่วโลกกว่า 7.83 แสนล้านบาท ขณะที่มีมูลค่าการค้ากับไทยรวม 2.61 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 33.4 % เท่านั้น ฉะนั้น ไทยจึงยังมีโอกาสในการค้าขายกับเมียนมาอีกมาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,168 วันที่ 23 - 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559






