thansettakij
thansettakij
เอสเอ็มอีเล่นแง่เบี้ยวหนี้ แบงก์ห่วงอาศัยกฎหมายฟื้นฟูกิจการหาช่อง‘ล้มบนฟูก’

เอสเอ็มอีเล่นแง่เบี้ยวหนี้ แบงก์ห่วงอาศัยกฎหมายฟื้นฟูกิจการหาช่อง‘ล้มบนฟูก’

24 มิ.ย. 59 | 06:00 น.
แบงก์ประเมินสินเชื่อเอสเอ็มอียังหืดขึ้นคอ “ไทยพาณิชย์” ห่วงพ.ร.บ.ล้มละลาย เปิดช่องลูกค้าผิดวินัยเล่นแง่ล้มบนฟูก เตรียมให้ทีมกฎหมายศึกษารายละเอียดปลีกย่อยถี่ยิบ หวั่นสถาบันการเงินขันนอต ปล่อยกู้รายใหม่เลี่ยงปัญหา ลั่นผลงานครึ่งปีแรกบุ๊กสินเชื่อแล้ว 5 หมื่นล้านบาท ด้าน “กสิกรไทย” ระบุพ.ร.บ.ล้มละลาย ช่วยหาทางออกให้ลูกค้าแต่ต้องดูเจตนาประกอบ ฟาก “ซีไอเอ็มบี ไทย”ปรับโครงสร้างเซ็กเมนต์ธุรกิจหวังเข้าถึงลูกค้า ลั่นทั้งปีคงเป้าโต 6-8%

สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ล้มละลาย (ฉบับที่9) ว่า ด้วยการฟื้นฟูกิจการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว (ตั้งแต่ 25 พ.ค.59) ขณะนี้ทั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)และสถาบันการเงินอยู่ระหว่างรวบรวมลูกหนี้เอสเอ็มอีที่อยู่ในข่ายทั้งบุคคลธรรมดามีมูลหนี้ 2 ล้านบาท และนิติบุคคลหรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนที่ไม่จดทะเบียนมูลหนี้เกินกว่า 3 แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทสามารถฟื้นฟูกิจการนั้น

ต่อเรื่องนี้นายวิพล วรเสาหฤท รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบันธนาคารมีความกังวลในเรื่องของพ.ร.บ. ล้มละลาย ที่เปิดให้โอกาสผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลได้นั้น แม้ว่าในหลักการจะเป็นเรื่องที่ดี และมีความตั้งใจจะช่วยเหลือเอสเอ็มอี แต่มีความเป็นห่วงถ้าในกรณีที่ลูกค้าเอสเอ็มอีบางรายมีเจตนาใช้กฎหมายไปในทางผิดวัตถุประสงค์หรือเจตนาไม่ดี เพราะในหลักการลูกค้าสามารถขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ แต่หลังจากการช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ หากลูกค้าเกิดผิดวินัยทางการเงินหรือจงใจใช้ช่องว่างนี้ทำผิดหลักการ จะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินได้ ซึ่งในระยะข้างหน้าอาจจะกดดันให้ธนาคารกลับมาเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับลูกค้ามากขึ้น

ดังนั้น ธนาคารต้องขอศึกษารายละเอียดข้อกฎหมายปลีกย่อยที่ยังไม่ออกมา เพราะทุกครั้งที่ออกกฎหมายใหม่จะเป็นปัญหาในช่วงการบังคับใช้ และการจัดทำระบบรองรับของธนาคาร เนื่องจากที่ผ่านมาหลังมีผลบังคับใช้จะมีกฎหมายลูกตามออกมา ทำให้ธนาคารต้องเรียกลูกค้ามาเซ็นเอกสารหรือทำเอกสารใหม่ ธนาคารจึงขอดูรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันได้ให้ทีมกฎหมายของธนาคารศึกษาในรายละเอียดเพื่อหาวิธีและดูว่าอุปสรรคและการป้องกันจะไปในทิศทางใด

"ในเบื้องต้นมีความเป็นห่วงในกรณีถ้าลูกค้ามีความตั้งใจผิดหลักการกฎหมาย โดยเฉพาะหากมีตั้งใจที่จะล้มบนฟูกที่ขอปรับโครงสร้างหนี้ แต่ก็ยังผิดวินัย เพราะเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งกลุ่มเหล่านี้ก็จะกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อธนาคารที่จะต้องปรับขันนอตให้แน่นขึ้น การปล่อยสินเชื่อใหม่จะเข้มข้นขึ้น ส่วนพ.ร.บ.หลักประกันจะช่วยให้ระบบดีขึ้น เพราะป้องกันการทำธุรกรรมซับซ้อนของลูกค้า เพราะมีหลักฐานชัดเจน และการปล่อยกู้ของธนาคารจะขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสินทรัพย์คงที่อยู่"

นายวิพล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจเอสเอ็มอีปีนี้ต้องยอมรับว่าค่อนข้างเหนื่อย โดยในช่วงครึ่งปีแรกธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ไปได้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จากเป้าทั้งปีอยู่ที่ 8 หมื่น- 1 แสนล้านบาท ซึ่งการเติบโตส่วนใหญ่ยังมาจากธุรกิจขนาดกลาง เพราะเป็นธุรกิจที่ยังมีศักยภาพที่ขยายตัวได้ ส่วนธุรกิจขนาดย่อม จะเห็นว่าไม่ได้ขยายตัวมาก แต่ไม่ถึงกับแย่ โดยมีอัตราการเติบโตทุกปี แต่อัตราการเติบโตจะไม่สูงเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดอื่น

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าทุกคนต้องการที่จะขยายตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก หรือ Small Business (SB) เนื่องจากธุรกิจไม่ซับซ้อนและเห็นการขยายตัวได้ง่าย ประกอบกับในอัตราผลตอบแทน (Yield) หรือสร้างรายได้ให้ธนาคารได้ค่อนข้างดี แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน จึงทำให้ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งภาครัฐพยายามจะส่งเสริมกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มฐานรากของเอสเอ็มอี หากทำให้เข้มแข็งได้ จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้แข็งแรง โดยในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์มีแผนระยะ 3 ปี เพื่อจะรองรับการเติบโตธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก จึงมีการปรับโครงสร้างต่างๆ ทั้งเรื่องระบบหลังบ้าน ทีมงาน และการให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เรื่องสำคัญที่จะมีผลมากต่อธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดย่อมที่มียอดขายต่ำกว่า 20 ล้านบาท จะเป็นเรื่องของระบบการชำระเงิน หรือ อี-เพย์เมนต์ ของภาครัฐ ที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในเชิงการปรับตัวของธุรกิจ และยังเป็นเป้าหมายสำคัญให้ระบบการชำระเงินสามารถทำได้สำเร็จ เนื่องจากธุรกิจขนาดนี้จะเป็นตัวสำคัญในการวางเครื่องรับชำระเงิน หรือจุดชำระเงินครบตามเป้าหมาย 1 ล้านเครื่อง โดยกระจายไปยังทุกพื้นที่ ซึ่งธนาคารได้มีการพูดคุยกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องในการวางจุดชำระดังกล่าว โดยมีแผนที่จะวางเครื่องชำระทั้งสิ้นประมาณ 1-2 แสนเครื่อง

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในหลักการของพ.ร.บ.ล้มละลายถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอดีตที่ใช้แนวทางการฟ้องร้องหนี้ ทำให้ลูกหนี้โดนรุมฟ้องไม่มีเวลาประกอบธุรกิจ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะช่วยฟื้นฟูกิจการลูกค้ากลับมาได้ ถือเป็นทางออกให้กับผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี จะต้องขึ้นกับปัญหามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน และความตั้งใจของลูกหนี้ที่จะเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ด้วย

นายสนอง คุ้มนุช รองกรรมการผู้จัดการ เครือข่ายลูกค้ารายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ธนาคารธนชาต จำกัด(มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า ในหลักการพ.ร.บ.ล้มละลาย เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนศาลที่ใช้เวลานานถึง 7-8 ปี แต่กรณีที่ลูกค้าบางรายมีความตั้งใจใช้ พ.ร.บ.ในทางทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตัวเองอาจจะมีบ้าง แต่คงไม่เยอะเท่าในอดีตในช่วงที่เกิดวิกฤติที่บางรายอาศัยล้มบนฟูก ซึ่งทางธนาคารต้องมีวิธีป้องกันตัวเอง โดยดูจากพฤติกรรมของลูกค้าก่อนปล่อยสินเชื่อย้อนหลัง 1-2ปี จะเห็นพฤติกรรมลูกค้าได้อย่างชัดเจนหรือการเดินบัญชีธนาคาร เพื่อศึกษาดูพฤติกรรมการทำธุรกิจว่าจริงหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ธนาคารจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้การตรวจสอบอยู่ คือเน้นการดูแลตรวจสอบตั้งแต่ก่อนปล่อยสินเชื่อ จะช่วยควบคุมกรณีเกิดการใช้ช่องว่างของกฎหมายได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,168 วันที่ 23 - 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline