
แผ่นดินไหวทำตึก สตง.พัง ผู้รับจ้างก่อสร้าง ต้องรับผิดชอบหรือไม่?
แผ่นดินไหวทำตึกสูงของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)พังระหว่างก่อสร้าง ผู้รับจ้างต้องรับผิดหรือไม่? ต้องสร้างใหม่เองหรือเรียกเงินเพิ่มจากรัฐได้?
เจาะลึกข้อ 11, 12 และ 21 ของ สัญญาจ้างก่อสร้าง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าใจอย่างแท้จริง
เกิดเหตุการณ์ใหญ่กลางกรุงเทพฯ
ตึกสูงของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง พังถล่มลงมาจากเหตุแผ่นดินไหว
• คนงานบาดเจ็บและเสียชีวิต
• อาคารข้างเคียงได้รับผลกระทบ
• และที่สำคัญ… อาคารนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง ยังไม่ได้ส่งมอบงาน
แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ…
ตึกสูงอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง “ไม่พัง” พังแค่ตึกเดียว… ทำไม?
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่แผ่นดินไหว แต่เป็นเรื่อง ที่ต้องพิสูจน์ว่าเกิดจาก “แบบแปลน” หรือ “การก่อสร้าง”
ถ้าเกิดจาก “แผ่นดินไหว” อย่างเดียว ใครต้องรับผิด?
หลายคนอาจเข้าใจว่า แผ่นดินไหวเป็นเหตุสุดวิสัย ซึ่งคือเหตุสุดวิสัยจริง
แต่ใน สัญญาจ้างก่อสร้างข้อ 11 เขียนไว้ชัดว่า :
“ความเสียหายใด ๆ อันเกิดแก่งานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้น แม้จะเกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบ โดยซ่อมแซมให้คืนดีหรือเปลี่ยนให้ใหม่โดยค่าใช้จ่ายของผู้รับจ้างเอง”
เว้นแต่เพียงอย่างเดียว : ถ้าความเสียหายเกิดจาก “ความผิดของผู้ว่าจ้าง” เช่น การออกแบบผิด
สรุป :
• แผ่นดินไหว → เหตุสุดวิสัย
• แต่ถ้ายังไม่ส่งมอบงาน → ผู้รับจ้างต้องสร้างใหม่เองทั้งหมด
• ผู้ว่าจ้างไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว
และที่สำคัญที่สุด :
ผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างเพิ่ม หรือเงินชดเชยจากผู้ว่าจ้างแม้แต่น้อย จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสร้างใหม่ “ทั้งหมด” ด้วยตนเอง เพราะยังอยู่ในระยะเวลารับผิดชอบตามสัญญา ยังไม่ได้ส่งมอบงานขั้นสุดท้ายและไม่มีข้อความใดในสัญญาที่เปิดโอกาสให้ผู้รับจ้างเรียกเงินเพิ่มจากผู้ว่าจ้างในกรณีนี้
ถ้าแบบแปลนผิด ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด
หากพิสูจน์ได้ว่าแบบแปลนของผู้ว่าจ้างผิด เช่น
• คำนวณพลาด
• ไม่ออกแบบให้รองรับแรงแผ่นดินไหว
• หรือวางระบบโครงสร้างไม่เหมาะสม
ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดในความเสียหายนั้นเพราะถือเป็น “ความผิดของผู้ว่าจ้าง” ตามข้อ 11
แต่ถ้าแบบถูกต้องตามหลักวิศวกรรมแล้ว…
ผู้รับจ้างไม่มีทางหลุดความรับผิดชอบได้เลย ไม่ว่าจะอ้างแผ่นดินไหวหรืออะไรก็ตาม
แล้วตอนนี้ เรารู้อะไร?
• ตึกนี้พังจากแผ่นดินไหว
• ตึกข้างเคียงไม่พัง
• แสดงว่า “น่าจะมีปัญหาเฉพาะตึกนี้”
• ซึ่งต้องรอผลพิสูจน์จากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญต่อไป
แต่ หากแบบไม่ผิด → ผู้รับจ้างรับผิด 100%
แล้วชีวิตของคนงานล่ะ?
ตาม ข้อ 12 ของสัญญาจ้างก่อสร้าง ผู้รับจ้างต้องทำประกันภัยให้แรงงานทุกคน
“ผู้รับจ้างต้องจัดให้มีประกันภัยสำหรับลูกจ้างทุกคน…ครอบคลุมอุบัติเหตุหรือภยันตรายใด ๆ ที่เกิดจากการทำงาน”
ถ้ามีประกัน → ต้องเคลม
ถ้าไม่มีประกัน หรือประกันไม่พอ → ผู้รับจ้างต้องชดใช้เอง
และถ้าผู้รับจ้างเพิกเฉย → ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักจากค่าจ้างในสัญญาไปจ่ายแทนให้ลูกจ้างได้ทันที
แล้วบ้านเรือนหรือทรัพย์สินภายนอกที่เสียหาย?
ข้อ 11 ยังระบุอีกว่า ถ้าบุคคลภายนอกเสียหายจากการทำงานของผู้รับจ้าง
“ผู้รับจ้างต้องชดใช้ทั้งหมด รวมถึงว่าความแทนผู้ว่าจ้างหากมีการฟ้องร้อง”
ถ้าต้องสร้างใหม่ ผู้รับจ้างมีสิทธิขอขยายเวลาไหม?
มีสิทธิ แต่ต้องเป็นไปตาม ข้อ 21 ของสัญญาจ้างก่อสร้าง ซึ่งเขียนไว้ชัดว่า :
“ผู้รับจ้างต้องแจ้งเหตุสุดวิสัย พร้อมหลักฐาน เป็นหนังสือ ภายใน 15 วันนับจากวันที่เหตุสิ้นสุด มิฉะนั้น ถือว่าสละสิทธิ์โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ”
คำว่าเป็นข่าวระดับประเทศ ≠ ผู้ว่าจ้างทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
ผู้รับจ้างยังต้อง “แจ้งเป็นหนังสือ” อยู่ดี
ถ้าไม่แจ้ง → หมดสิทธิขยายเวลา / งดค่าปรับทันที
สรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด
• ถ้าแบบแปลนถูกต้อง → ผู้รับจ้างต้องสร้างใหม่เองทั้งหมด ไม่คิดเงินเพิ่ม (ข้อ 11)
• ถ้าพิสูจน์ได้ว่าแบบผิด → ผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด
• ผู้รับจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างเพิ่มจากผู้ว่าจ้าง แม้เป็นเหตุสุดวิสัย
• คนงานเจ็บ-ตาย → ผู้รับจ้างต้องชดใช้ (ข้อ 12)
• บ้านคนอื่นเสียหาย → ผู้รับจ้างต้องชดใช้ทั้งหมด
• จะขอขยายเวลาก่อสร้าง → ต้องแจ้งใน 15 วัน (ข้อ 21)
• ไม่แจ้ง = หมดสิทธิ์โดยไม่มีข้อยกเว้น
บทเรียนของรัฐ
- ต้องรู้หน้าที่ของผู้รับจ้าง ไม่ใช่ตีความแบบเอื้อประโยชน์ผิดทาง
- ต้องรู้ว่าข้อ 11, 12, 21 ของ “สัญญาจ้างก่อสร้าง” คือเครื่องมือคุ้มครองผลประโยชน์ของแผ่นดิน
- ต้องกล้าใช้สิทธิตามสัญญา
- และที่สำคัญ… ต้องเข้าใจว่าแผ่นดินไหวไม่ได้แปลว่าไม่ต้องรับผิดเสมอไป
ตึกถล่มไม่ควรทำให้กฎหมายถล่มไปด้วยเจ้าหน้าที่รัฐต้องรู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้แนวทางที่ถูกต้อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างมืออาชีพ
ข้อมูลโดย : ช่างถึก โยธาไทย
อดีตวิศวกรสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
ผู้อำนวยการสถาบันฝึกอบรมโยธาไทย






