thansettakij
thansettakij
เขย่าพอร์ตโยกเงินหนีกับดัก‘ดอกเบี้ยต่ำ’

เขย่าพอร์ตโยกเงินหนีกับดัก‘ดอกเบี้ยต่ำ’

13 มิ.ย. 59 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มิ.ย. 59 | 11:54 น.
โบรกเกอร์หุ้น ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน ปลุกผู้ฝากเงินหนีกับดักดอกเบี้ยตํ่า ตื่นตัวหาช่องทางการกระจายลงทุน แนะจัดพอร์ต2 ประเภท แบ่งเป็นสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดรับต่อเนื่องชี้กองทุนอสังหาฯ -รีทส์ น่าสน เหตุจ่ายปันผลสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและตราสารหนี้ ส่วนสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงต้องทองคำบลจ.ทาลิสฯ มองเทรนด์ดอกเบี้ยตํ่าถึงกลางปีหน้า เผยเม็ดเงินเริ่มไหลเข้าตราสารหนี้-หุ้นกู้-กองทุนส่วนบุคคล

[caption id="attachment_61665" align="aligncenter" width="700"] โปรดักต์ลงทุนยุคดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ โปรดักต์ลงทุนยุคดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ[/caption]

ปรากฏการณ์ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)(บมจ.)ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เหลือ 0 % ก่อนกลับลำภายในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้เกิดการตื่นตัวเรื่องผลตอบแทนจากการออมและการลงทุน โดยเฉพาะผู้ฝากเงิน ขณะเดียวกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าโลกยังจมอยู่กับภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำไปอีกนาน ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่"ฐานเศรษฐกิจ"จึงได้สำรวจช่องทางการลงทุน และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไล่สเต็ปตามระดับความเสี่ยงที่รับได้

 กองทุนตลาดเงิน" ใกล้เงินฝาก

นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กสิกรไทย กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เหมาะสำหรับผู้ฝากเงินและไม่เคยลงทุนในหุ้นมาก่อนนั้น ก่อนที่จะนำเงินมาลงทุนในหุ้นต้องการให้มองสินทรัพย์ประเภทอื่นก่อน ยกตัวอย่างเช่นหากรับความเสี่ยงไม่ได้มากก็น่าจะลองพิจารณากองทุนรวมตลาดเงิน (มันนี่ มาร์เก็ต ฟันด์) ซึ่งให้ผลตอบแทนประมาณ 1-2% ต่อปี หรือลงทุนในหุ้นกู้เอกชนหากรับความเสี่ยงได้มากหน่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งสำคัญที่จะต้องไตร่ตรองให้ดีก็คือ ไม่ควรลงทุนเกิน 20% ของจำนวนเงินฝากที่มีอยู่

ส่วนผู้ที่ต้องการจัดสรรเงินมาลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด อาจเริ่มต้นลงทุนในหุ้นปันผลก่อนก็ได้ หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพราะมีความเสี่ยงต่ำ หรือหากจะลงทุนในหุ้นก็อาจจะเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มไฟฟ้า เพราะเป็นกลุ่มที่ลงทุนได้ในระยะยาว หรือจะเป็นกลุ่มเกี่ยวกับค้าปลีก อาหารและเกษตรที่จ่ายเงินปันผล หรือกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค

นอกจากนี้นายกวียังแนะนำว่า อย่าเพิ่งเข้าหากลุ่มเสี่ยงอย่างหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน โดยการลงทุนให้ทยอยลงเป็นสเตปอย่าผลีผลาม ศึกษาวิธีการลงทุนให้ละเอียด พร้อมดูระดับความเสี่ยงที่รับได้

สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปี 2559 บล.กสิกรไทย คาดการณ์ว่าปิดที่ระดับ 1,530 จุด ส่วนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์น่าจะมีผลตอบแทนอยู่ที่ 5-6% หากไม่นับรวมกำไรจากส่วนต่างราคา (แคปปิตอลเกน)ของหน่วยลงทุน

 เน้นสินทรัพย์สร้างกระแสเงินสด

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) อินฟินิติ จำกัด แนะนำการจัดพอร์ตลงทุน ว่า เน้นสะสมสินทรัพย์ 2 ประเภทเพิ่มขึ้น คือ สินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดรับต่อเนื่อง เช่น กองทุนรวมอสังหาฯ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังริมทรัพย์ (รีทส์) ซึ่งจ่ายปันผลในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและตราสารหนี้

ส่วนสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ทองคำ เนื่องจากความเสี่ยงตลาดโลกนั้นยังมีค่อนข้างสูง ภายใต้การคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจะต่ำไปจนถึงสิ้นปี2559 ทำให้นักลงทุนไม่อยากอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ จริงๆตรงนี้เป็นความเสี่ยงให้เกิดฟองสบู่ในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงสูงในระยะยาวได้

  หุ้นปันผลยีลด์ 4-5 % ต่อปี

ขณะเดียวกันนายชยนนท์ ได้คาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุน โดยมองว่ากองทุนอสังหาฯ และรีทส์ อัตราผลตอบแทน หรือยีลด์ คาดหวังควรอยู่ที่ 5-7%ต่อปี ขณะที่หุ้นปันผลดีๆ อาจเห็น 4-5% ต่อปีบ้าง และการถือตราสารหนี้ระยะยาว จะเหลือไม่เกิน 3% ต่อปี ใน 12 เดือนข้างหน้า

สำหรับหุ้นไทย คาดว่าดัชนีจะสามารถผ่าน 1,500 จุด และอาจไปถึง 1,550 จุด ได้ในสิ้นปี2559 แต่ความผันผวนจะสูงมากขึ้น และเสี่ยงปรับฐานรุนแรง ส่วนทองคำมีมุมมองว่าราคาในตลาดโลกจะสามารถไปได้ถึง1,350-1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาเรลจากมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอาจฟื้นช้า และธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์

แห่ลงทุน"หุ้นกู้เอกชน"

นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ทาลิส จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ฝากเงินบางส่วนเริ่มปรับพฤติกรรมการลงทุน เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงิน เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในระยะยาวมากขึ้น รวมทั้งเริ่มมีการนำเงินไปลงทุนในหุ้นกู้เอกชน โดยพบว่าหุ้นกู้เอกชนได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม นอกจากนี้ส่วนหนึ่งก็โยกเงินเข้ามาลงทุนกองทุนรวม เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก และความเสี่ยงไม่มากนัก

อย่างไรก็ดีจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ลูกค้าที่เป็นนักลงทุนที่มีเงินมาก เริ่มมีการโยกเงินฝากออกจากธนาคารพาณิชย์ เข้ามาลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล (ไพรเวทฟันด์)) มากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าหลายรายสนใจเข้ามาสอบถามข้อมูล และเข้ามาปรึกษาด้านการลงทุนกับ บลจ.ทาลิส เป็นจำนวนมาก และบริษัทมีทีมงานที่พร้อมให้คำแนะนำปรึกษาการลงทุน ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และความเสี่ยงที่ลูกค้าสามารถรับได้ ซึ่งรูปแบบการลงทุนมีทั้งในส่วนของกองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ และกองทุนผสม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่สามารถรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน

"คาดว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไปจนถึงกลางปี 2560 เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีเท่าที่ควร และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารพาณิชย์จะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป แต่คงไม่ถึงขั้นลดจากเดิม 0.125% จนเหลือ 0% แน่นอน เพราะจะมีกระแสต่อต้านจากประชาชนตามที่ได้เห็นมาแล้วในช่วงก่อนหน้า" นายประภาสกล่าว

 ผู้ออมรายใหญ่ โยกเงินอื้อ

จากการวบรวมข้อมูลตัวอย่างบริษัทจดทะเบียนที่ออกหุ้นกู้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ และพบว่าส่วนใหญ่เป็นการออกหุ้นกู้เพื่อขายนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ หรือ(ไฮเน็ตเวิร์ธ) อาทิ บมจ. จีเอ็มที เน็คเวอร์ค เซอร์วิส ออกหุ้นกู้มูลค่าไม่เกิน 300 ล้านบาท อายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2562 กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 4%ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุของหุ้นกู้ เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่

บมจ. เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น ออกมูลค่าไม่เกิน 1.5 พันล้านบาท อายุ 1 ปี 7 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 30 มิถุนายน 2561 กำหนดอัตราดอกเบี้ย 5.4% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ เสนอขายให้ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ ระหว่างวันที่ 27-29 มิถุนาย 2559 ผ่าน บล.เอเซีย พลัส เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจและลงทุนในโครงการต่างๆ

บมจ. ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 1.7 พันล้านบาท แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดที่ 1 มูลค่า 850 ล้านบาท อายุ 1 ปี 3 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 7 ตุลาคม 2560 อัตราดอกเบี้ย 5.85% ต่อปี ชุดที่ 2 มูลค่า 850 ล้านบาท อายุ 1 ปี 10 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี

 ทองคำ-หุ้น" ต้องระวัง

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล. เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการที่ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นมา ซึ่งมองว่าราคาทองคำในขณะนี้ได้ปรับตัวขึ้นมาสูงมากแล้ว ดังนั้นจึงแนะนักลงทุนที่ถือทองคำอยู่ให้เริ่มพิจารณาในการขายทำกำไรออกมา ทั้งนี้หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯอาจชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปจากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจของที่ยังไม่ดี รวมถึงการที่ธนาคารโลกได้ปรับลดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเหลือ 2.4% จากเดิม 2.9%

ขณะเดียวกันตลาดหุ้นในต่างประเทศขณะนี้ถือว่าไม่ค่อยดีนัก โดยเริ่มเห็นสัญาณจากการที่มีเงินทุนไหลเข้าไปที่ตราสารหนี้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณลบต่อตลาดหุ้น จึงเห็นได้ว่าตลาดหุ้นที่ขึ้นมาในช่วงสั้นๆนี้เป็นผลมาจากปรับของราคาน้ำมันเท่านั้น ตลาดไทยเองเงินลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังไหลเข้าไปที่ตลาดตราสารหนี้เป็นหลัก

ทั้งนี้บล.เคทีบีฯ มองว่าดัชนีหุ้นไทยน่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับนี้ต่อไปตลาดต้องไปรอดูผลประกอบการของบริษัทในไตรมาสที่ 2 โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่หุ้นกลุ่มแลกการ์ด หุ้นปันผลที่ราคายังไม่ขึ้น รวมไปถึงหุ้นกลุ่มอสังหาฯและสื่อสารบางตัวที่ยังน่าสนใจก็ยังลงทุนต่อไปได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,165 วันที่ 12 - 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline