thansettakij
thansettakij
เซ็นทรัลต่อยอดบิ๊กซีเวียด ปั้นรายได้ 4 หมื่นล้านใน 4 ปี

เซ็นทรัลต่อยอดบิ๊กซีเวียด ปั้นรายได้ 4 หมื่นล้านใน 4 ปี

15 มิ.ย. 59 | 05:00 น.
"ทศ จิราธิวัฒน์" ชี้ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจดี ดันยอดขายกลุ่มโตกว่า 20% มั่นใจครึ่งหลังฉลุยไร้ปัจจัยลบ เดินหน้าทุ่มงบกว่า 1.2 หมื่นล้านลงทุนยุโรปต่อ พร้อมต่อยอดบิ๊กซี เวียดนามปั้นรายได้รวมทะลุ 4 หมื่นล้านบาทใน 4 ปี เผยความคืบหน้าแผนประชารัฐ เล็งชง 3 ช่องทางสร้างรายได้เข้าประเทศ "เนรมิตอยุธยา – พัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิภาค-แม่สอดศูนย์กลางการค้า" เข้าครม. ในอีก 2 สัปดาห์

นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการสร้างรายได้และกระตุ้นค่าใช้จ่าย (D7) เปิดเผยว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น เห็นได้จากยอดขายของกลุ่มเซ็นทรัล ที่มีการเติบโตกว่า 20% ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกิดคาดการณ์ ทำให้มั่นใจว่าในครึ่งปีหลังจะยังเติบโตดี เพราะขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยลบใดๆ ที่ต้องระมัดระวัง ขณะที่แผนลงทุนของบริษัทในปีนี้ ยังคงลงทุนต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในต่างประเทศ บริษัทเตรียมใช้เงินกว่า 1.2 หมื่นล้านบาทสำหรับลงทุนในยุโรปในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้

"ขณะนี้กลุ่มเซ็นทรัลยังไม่มีแผนเข้าซื้อกิจการหรือลงทุนขนาดใหญ่ในยุโรป เพราะมีแผนงานที่ต้องเดินหน้าขยายการลงทุน การปรับปรุงศูนย์การค้าเดิมที่มีอยู่ แต่ในอนาคตหากมีโอกาสและจังหวะที่ดี น่าสนใจก็อาจจะเข้าซื้อกิจการอื่นได้"

ส่วนความคืบหน้าหลังเข้าซื้อกิจการบิ๊กซี ประเทศเวียดนามจากกลุ่มคาสิโน ด้วยเม็ดเงินกว่า 3.68 หมื่นล้านบาท เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น บริษัทมีแผนจะนำศูนย์การค้าบิ๊กซี ทั้ง 32 แห่งมาพัฒนาและต่อยอดธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีแผนจะปรับเปลี่ยนชื่อใหม่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาชื่อที่เหมาะสม คาดว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนชื่อใหม่ได้ในปี 2560 แม้ในสัญญาจะเปิดโอกาสให้ใช้ชื่อบิ๊กซี ต่อไปได้อีก 10 ปีก็ตาม

"ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลเข้าไปลงทุนในเวียดนามรวม 8 ธุรกิจ ซึ่งแต่ละธุรกิจมีการเติบโตต่อเนื่อง การเข้าซื้อบิ๊กซี เวียดนามจะช่วยต่อยอดธุรกิจอื่นๆ ได้อีกมาก โดยบริษัทมีแผนนำศูนย์การค้าโรบินส์ เข้าไปเปิดให้บริการในศูนย์ของบิ๊กซีด้วย และแม้ค้าปลีกในเซกเม้นท์ดีพาร์ทเม้นท์ สโตร์จะมีการเติบโตที่ไม่ค่อยดี เนื่องจากขาดผู้เล่นที่แข็งแรง แต่ในเซกเม้นท์อื่นๆ ทั้ง ฟู้ด สโตร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีการเติบโตที่ดี ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลก็พร้อมขยายลงทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้รวมในเวียดนาม 4 หมื่นล้านบาท ภายใน 4 ปีนับจากนี้ ขณะที่ในปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้รวมกว่า 4 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 3.37 แสนล้านบาท" นายทศกล่าว

อย่างไรก็ดีในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการสร้างรายได้และกระตุ้นค่าใช้จ่าย (D7) หนึ่งในคณะทำงานสานพลังประชารัฐ ตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน นายทศ กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการว่า หลังจากที่คณะทำงาน D7 ด้านการสร้างรายได้และกระตุ้นค่าใช้จ่าย นำเสนอโครงการต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา คาดว่าจะมีการนำเสนอโครงการทั้ง 3 ด้านหลักได้แก่ การเนรมิตอยุธยาให้เป็น 1 ใน 10 เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุด , การพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิภาค 1 ผลิตภัณฑ์ 1 จังหวัด และการผลักดันให้แม่สอด เป็นศูนย์กลางการค้า เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

โดยโครงการเนรมิตอยุธยา จะใช้โมเดลของเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญด้วยจุดเด่นที่อยู่ใกล้เมืองหลวง มีแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถาน ซึ่งเบื้องต้นประมาณการณ์ว่าจะต้องใช้เงินลงทุน 6-9 พันล้านบาท ในการพัฒนาทั้ง 12 ด้าน อาทิ บูรณะโบราณสถาน , การใช้แสงสี ผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางคืน , การเพิ่มต้นไม้ ปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม , การสัญจรทางน้ำ เป็นต้น โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดรายได้ 1.4 แสนล้านบาทต่อปี เพิ่มรายได้ประชาชน 3 เท่า เป็น 4.5 แสนบาทต่อคนต่อปี จากปัจจุบันที่มีรายได้ 1.7 แสนบาทต่อคนต่อปี ซึ่งหากแผนงานเนรมิตอยุธยาประสบความสำเร็จ จะนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาจังหวัดอื่นๆ อาทิ สุโขทัย , เชียงใหม่ , ภูเก็ต , พัทยา ฯลฯ ด้วย

"จุดเด่นของอยุธยามีมากมาย เป็นเมืองประวัติศาสตร์ของประเทศ เช่นเดียวกับเกียวโต ซึ่งที่ผ่านมาญี่ปุ่นเองไม่เคยโปรโมตการท่องเที่ยวของเกียวโต เพิ่งเริ่มจะโปรโมตเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายภายในระยะ 2 ปี จากแรกเริ่มที่ตั้งเป้าไว้ 7 ปี ดังนั้นหากประเทศไทยจะพัฒนาและยกระดับอยุธยาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ จึงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องมีการปรับและดำเนินการ มีการบริหารจัดการอย่างถูกวิธี"

ด้านแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิภาค จะเริ่มต้นจากการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นในแต่ละจังหวัด 1 ผลิตภัณฑ์ 1 จังหวัด เพื่อพัฒนาและต่อยอดเพิ่มรายได้ครัวเรือน 2-3 เท่า โดยระยะดำเนินการจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ระยะเริ่มต้น เป็นโครงการนำร่อง 8 ผลิตภัณฑ์ กลุ่มเซ็นทรัลได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ มะขามหวาน , ข้าวสังข์หยด , สัปปะรดนางแล และพรมอเนกประสงค์ และอยู่ระหว่างดำเนินการ 4 ผลิตภัณฑ์ ใช้งบลงทุน 12 ล้านบาท ส่วนระยะที่ 2 จำนวน 33 จังหวัด เป็นจังหวัดที่กลุ่มเซ็นทรัลมีสาขาเปิดให้บริการ เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา และจะแล้วเสร็จภายในปี 2560 ใช้งบลงทุน 80 ล้านบาท ส่วนระยะที่ 3 เป็นการร่วมมือกับร้านค้าปลีกและหน่วยงานอื่นๆ ดำเนินการอีกจำนวน 35 จังหวัด เริ่มดำเนินการในปี 2560-2561 ใช้งบลงทุน 85 ล้านบาท โดยเบื้องต้นคาดว่าจะจะใช้เงินลงทุนประมาณ 150 -200 ล้านบาท แหล่งที่มาของเงินทุนจะเป็นการสนับสนุนจากภาคเอกชน และผู้สนับสนุนแบบให้เปล่า ไม่มีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาดำเนินการ แต่จะจัดตั้งศูนย์ประชารัฐพัฒนา เข้ามาเป็นหน่วยงานกลางคอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ

ส่วนโครงการสุดท้ายที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี จะเป็นการจัดตั้งแม่สอด ศูนย์กลางการค้าปลีกและส่งไทย-เมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มมูลค่าการส่งออกและนำเข้า เพิ่มช่องทางจำหน่ายของสินค้าในประเทศ และส่งเสริมการจ้างงาน โดยการดำเนินการจะใช้โมเดลของศูนย์กลางการค้าส่ง "อี้อู" (YIWU) ประเทศจีน เป็นต้นแบบ ซึ่งจีนพัฒนาจากผืนดินที่ไม่มีจุดขาย จนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าส่งที่มีพื้นที่กว่า 4 ล้านตารางเมตร (เทียบเท่ากับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 10 ศูนย์เชื่อมต่อกัน) มีร้านค้ากว่า 7 หมื่นร้านค้า และมีมูลค่าการค้า 1 หมื่นล้านดอลล่าร์ (มกราคม-มิถุนายน 2558)

"แม่สอดเป็นเมืองที่มีศักยภาพ เป็นเขตชายแดนสำคัญที่จะเชื่อมต่อไปยังเมียนมาร์ มีเงินสะพัดมากกว่าแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งแม่สอดสามารถพัฒนาให้เป็นเทรดเซ็นเตอร์ได้ จะช่วยเพิ่มมูลค่าได้มหาศาล ซึ่งขณะนี้แผนงานต่างๆ เริ่มดำเนินการแล้วโดยมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ และหากประสบความสำเร็จ ก็จะใช้โมเดลของแม่สอดนี้ไปจัดทำตามเขตชายแดนไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย หรือมุกดาหาร ต่อไป" นายทศกล่าวในที่สุด

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,165 วันที่ 12 - 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline