thansettakij
thansettakij
10พิรุธซื้อยาง2แสนตันส่อล่ม เกษตรกรย้ำห้ามใช้เงินเซสส์จ่าย

10พิรุธซื้อยาง2แสนตันส่อล่ม เกษตรกรย้ำห้ามใช้เงินเซสส์จ่าย

14 มิ.ย. 59 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :14 มิ.ย. 59 | 09:39 น.
แฉ 10 ข้อพิรุธซื้อขายยาง”กยท.-ชิโนเคม” 2 แสนตันส่อล่ม คณะยุทธศาสตร์การลงทุน กยท. ปูดวิเคราะห์สัญญาความร่วมมือซื้อขายยางแลกรถไฟจีนแล้วส่อแววเก๊ เผยเสี่ยงสูงที่จะถูกเบี้ยวและเรียกค่าเสียหายไม่ได้ “อุทัย” ผู้นำเกษตรกร 7 องค์กรจี้รัฐจ่ายค่ายางป้อนโครงการ หลังชิโนเคมชะลอซื้อไม่มีกำหนด ตีกันห้ามใช้เงินเซสส์มาจ่าย ด้าน ก.เกษตรชี้ทิศทางราคายางปี 59 ยังขาลงพ่นพิษต่อเนื่อง

จากที่ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้เกาะติดข่าวการซื้อขายยางพาราระหว่างการยางแห่งประเทศ ไทย(กยท.) กับเครือชิโนเคม จำนวน 2 แสนตัน ภายใต้ความร่วมมือสร้างทางรถไฟไทย-จีน ปี 2558 ที่ล่าสุดได้มีการชะลอรับซื้อและการรับมอบสินค้าออกไปโดยไม่มีกำหนดนั้น

ล่าสุดแหล่งข่าวจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าทางนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่ากยท. ได้สั่งการให้คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนของ กยท. ที่มีคณะทำงานประกอบด้วย นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอุตสาหกรรมยาง ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้แทนผู้ประกอบกิจการยางซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการค้า และนายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง ทำการวิเคราะห์ข้อตกลงในการซื้อ-ขายผลิตภัณฑ์ยางระหว่าง กยท. กับเครือชิโนเคม จำนวน 2 แสนตัน พบ 10 ข้อพิรุธเสี่ยงต่อการผิดสัญญา และไม่สามารถที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ได้แก่ 1. ข้อตกลงในการซื้อ-ขาย ไม่มีโครงการรองรับว่าจีนจะเอาไปทำอะไร ทำให้ไม่มีที่มาที่ไปของการดำเนินการซื้อ-ขาย

2.ราคาในการซื้อ-ขายมีการระบุราคามิตรภาพ 3 หยวนต่อกิโลกรัมและระบุให้ใช้ราคา FOB (ราคา ณ ท่าเรือต้นทาง)ย้อนหลัง 2 เดือน แต่การคำนวณราคา FOB ให้ใช้ราคาตลาดยางล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และหักค่าใช้จ่ายในประเทศจีนที่ กยท.ต้องเป็นผู้ถูกหัก เช่น ค่าขนส่ง 250 หยวนต่อตัน ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ภาษีนำเข้า 1.5 พันต่อตัน ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งทางคณะได้ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีนี้ว่าควรมีการต่อรอง หรือหากราคาขายยึดถือราคา FOBก็ให้ใช้ราคา FOB เป็นข้อตกลง แต่หากยึดราคาตลาดยางล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ก็ให้ใช้ราคา CIF (ราคารวมค่าขนส่ง) เป็นข้อตกลง จะต้องไม่มีการตีความในเรื่องของความรับผิดชอบ เรื่องประกันสินค้า ประกันคุณภาพ ค่าขนส่ง และอื่นๆ ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการภายในประเทศยังไม่มีการระบุ ดังนั้นหาก กยท.จะดำเนินการซื้อขายยางกับชิโนเคมต่อควรจะกำหนดราคาขายไปเลยว่าจะเป็น FOB หรือ CIF

3.การรับประกันคุณภาพสินค้าระยะเวลา 90 วัน นับจากวันที่สินค้าขนถ่ายขึ้นเรือ ซึ่งมองว่ายาวนานเกินไป และไม่ได้ระบุความเสียหายด้านคุณภาพหากมีเกิดขึ้นจากการดำเนินการของผู้ซื้อในคลังเก็บของผู้ซื้อ หรือเกิดเหตุสุดวิสัยจะดำเนินการอย่างไรเมื่อเกิดขึ้น ไม่มีมาตรการรองรับเลย 4.ข้อตกลงการซื้อ-ขาย ไม่มีการกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน (จีทูจี) และมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่เกี่ยวข้อง หรือมติ ครม.ที่มีความเห็นอย่างไรในการดำเนินการ ซึ่งการลงนาม มีเฉพาะ กยท.กับเครือชิโนเคมเท่านั้น จึงเป็นข้อตกลงลักษณะธุรกิจต่อธุรกิจ(บีทูบี)มากกว่า 5.ข้อตกลงการซื้อ-ขาย ใช้เลขที่ ข้อตกลงของชิโนเคม (2015) HT 282 ซึ่งเลขที่ดังกล่าวควรจะมีการออกเลขที่ ที่เป็นของไทยด้วย เพราะหาก กยท. ดำเนินการ เอกสารดังกล่าวจะมีที่มาที่ไป และเอกสารดังกล่าวจะเป็นทางการออกทั้งผู้ขายก็คือ กยท. และผู้ซื้อคือชิโนเคม จึงจะใช้ฟ้องดำเนินคดีภายหลังได้หากมีข้อผิดพลาด

6.ข้อตกลงการซื้อ-ขาย ดังกล่าวฝ่ายไทยเป็นผู้ทำข้อตกลง คือ กยท. ผู้แทนโดยนายเชาว์ ทรงอาวุธ (ขณะนั้นไม่มีตำแหน่งรองรับว่านายเชาว์ ทรงอาวุธ ดำรงตำแหน่งใดใน กยท.) และไม่มี ตัวแทนจากรัฐบาล หรือกระทรวงใดๆจากรัฐบาล ฝ่ายจีนใช้บริษัท ชิโนเคม โดยอ้างเป็นบริษัทดำเนินการภายใต้กฎหมายของสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น ส่วนผู้แทนฝ่ายจีนคือนายหลิ่ว เตอะชู ไม่มีตำแหน่งรองรับว่าดำรงตำแหน่งใดในชิโนเคม

7. ส่วนการลงนามในข้อตกลงการซื้อ-ขาย ฝ่าย กยท. นายเชาว์ ทรงอาวุธ ลงนามตามที่ระบุไว้ในตอนต้นของการตกลงซื้อ-ขาย แต่ฝ่ายชิโนเคม ลงนามโดยนางจาง เจิงเกิน ไม่ตรงตามระบุไว้ในตอนต้นข้อตกลงการซื้อ-ขาย หากเกิดข้อผิดพลาด นายหลิว เตอะชู อาจจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะในข้อตกลง กยท.มอบให้ผู้อื่นทำแทนไม่ได้ แต่ฝ่ายชิโนเคมมอบได้

8.ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ยางในประเทศ กยท. เป็นผู้จ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียว (ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ กยท.+บริษัท C.I.C.C. ซึ่งเป็นบริษัทของประเทศจีนที่ถูกจ้างมาให้ตรวจสอบ ทั้งที่ไทยมีสถาบันวิจัยยางอยู่แล้ว และเมื่อมีการส่งมอบยางไปยังท่าเรือประเทศจีนแล้วจะมีบริษัท C.I.Q ของจีนตรวจสอบอีกครั้ง ในกรณีที่ C.I.Q ปฏิเสธเรื่องคุณภาพยาง ค่าใช้จ่ายในการขนยางกลับใครเป็นผู้จ่ายในสัญญาไม่ได้ระบุ

9.ข้อตกลงการซื้อ-ขาย ระบุชื่อบริษัท ผู้ประกอบการตามความต้องการของชิโนเคม กล่าวคือ ชิโนเคมไม่ต้องการซื้อขายยางจาก กยท. แต่ต้องการซื้อยางจาก 1.บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด(มหาชน) (บมจ.) 2.บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด (บจก.)3. บมจ.ไทยฮั้วยางพารา 4. บจก.ทองไทยรับเบอร์ 5.บจก. บี.ไรท์ รับเบอร์ และ บจก.เต็กบีห้าง (ยางไทยปักษ์ใต้) เท่านั้น แต่การลงนามนายเชาว์ ทรงอาวุธ เป็นผู้ลงนาม หาก กยท. ขายเองก็ขายไม่ได้ เพราะในข้อตกลงระบุซื้อยางจากบริษัท 90% และเกษตรกร 10% ส่วนค่าใช้จ่ายในประเทศและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในข้อ 2 กยท.ในฐานะผู้ขายต้องจ่าย ดังนั้นชิโนเคมต้องการซื้อยางของบริษัทที่ระบุ ก็ควรให้บริษัทนั้นๆ ลงนามในข้อตกลงเอง เพราะจะออกค่าใช้จ่ายต่างๆ เอง ไม่ใช่ชิโนเคมซื้อยางจากบริษัท แต่ กยท. เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

และ 10.ทั้งนี้หากข้อตกลงการซื้อขายภายใต้ความร่วมมือโครงการแลกเปลี่ยนข้าว ยาง รถไฟ ระหว่างรัฐบาลไทย- จีน ต้องให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้ตรวจร่างก่อนลงนาม (แต่สัญญาดังกล่าวไม่มี) ดังนั้นหากชิโนเคมชะลอรับซื้อยาง หรือเลิกสัญญา ทางกยท.ก็ไม่สามารถที่จะฟ้องร้องได้หรือจะริบเงินค้ำประกัน เช่นเดียวกับ บจก.ไช่น่าไห่หนานฯ กรุ๊ปได้

ด้านนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการซื้อขายยางระหว่าง กยท.กับชิโนเคม จำนวน 2 แสนตัน ว่าทาง กยท.จะต้องขอเงินจากรัฐบาลมาจ่ายค่ายางแก่เกษตรกรเอง อย่านำเงินจากค่าธรรมเนียมการส่งออก(เงินเซสส์) มาใช้เด็ดขาด เพราะเงินดังกล่าวนี้ควรจะนำไปเป็นเงินกู้ให้เกษตรกร สำหรับตั้งโรงงานแปรรูปวัตถุดิบหรือจัดสรรสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยาง หากนำมาใช้ ชาวสวนยางรุกฮือทั้งประเทศแน่นอน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,165 วันที่ 12 - 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline