thansettakij
thansettakij
ลุ้นปัดฝุ่น‘เมืองแฟชั่น’ เอกชนลงแรง เรียกร้องรัฐบาลออกมาตรการสนับสนุน

ลุ้นปัดฝุ่น‘เมืองแฟชั่น’ เอกชนลงแรง เรียกร้องรัฐบาลออกมาตรการสนับสนุน

13 มิ.ย. 59 | 12:00 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มิ.ย. 59 | 15:17 น.
วงการดีไซเนอร์ขานรับ “ปัดฝุ่น” กรุงเทพฯเมืองแฟชั่น “นายก BFS” เผยสมาคมพร้อมระดมพลพรรค 11 แบรนด์ดังหนุนเต็มที่ แนะใช้เหตุการณ์ 10 ปีก่อนเป็นบทเรียน มุ่งเป้ายกระดับเทียบชั้นเวทีโลก ด้าน “คลอเส็ท” มั่นใจศักยภาพไทยพร้อม รอภาครัฐออกมาตรการอุ้ม เช่นเดียวกับเดอะ มอลล์ กรุ๊ปและเครือข่ายผู้ประกอบการแฟชั่นไทย คาดตัวเลขอุตฯแฟชั่นทะยานพุ่ง 1 ล้านล้าน ในปี 2560

นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นายกสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพ (Bangkok Fashion Society : BFS) และกรรมการบริหาร บริษัท อาซาว่า จำกัด เจ้าของแบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้า “อาซาว่า” (ASAVA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สมาคมพร้อมที่จะสนับสนุนหากภาครัฐจะทำโครงการกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากมีความพร้อมทางด้านบุคลากรในวงการแฟชั่นชั้นนำอยู่มาก ส่วนแผนงานหรือการดำเนินงานว่าจะมีทิศทางใด จะขอดูทิศทางและนโยบายของภาครัฐก่อน โดยสมาคมมีสมาชิกซึ่งเป็นแบรนด์ไทยที่แข็งแกร่งรวม 11 แบรนด์ และมีทีมดีไซเนอร์มืออาชีพอยู่จำนวนมาก หากมีการจัดงานขึ้นอีกครั้งสมาคมก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี ที่จะร่วมกับทางภาครัฐพัฒนาวงการแฟชั่นไทยให้ก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น

“งานกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่นครั้งก่อน ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา อยากให้เป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาวงการแฟชั่นไทย เพราะหากต้องการให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ สิ่งสำคัญคือการใช้คนให้ถูกกับงาน ทีมงานต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในงานด้านแฟชั่น และแคมเปญต่างๆเกี่ยวกับแฟชั่น เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาขึ้นและไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างที่ผ่านมา”

นายก BFS กล่าวต่อว่า ยอมรับว่าการจัดงานกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นครั้งก่อน ประสบความสำเร็จแต่ก็เกิดในช่วงที่จัดงานเท่านั้น แต่ในระยะยาวยังไม่เกิดประโยชน์ตามเป้าหมายที่หลายภาคส่วนคาดหวัง เนื่องจากขาดความต่อเนื่องในการทำงาน จนขาดความน่าเชื่อถือกลายมาเป็นติดลบในที่สุด อย่างไรตามหากมีการจัดงานกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง อาจจะยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะประสบผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอประเมินการจัดงานและความต่อเนื่องระยะยาวในการสนับสนุนวงการแฟชั่นของภาครัฐด้วย

หนุนจัดต่อเนื่องวางรากฐานระยะยาว

วงการแฟชั่นทั่วโลกมีมหกรรมแฟชั่นชั้นนำที่เหล่าคนดัง แฟชั่นนิสต้า ผู้สื่อข่าว ดีไซเนอร์ให้ความสนใจอยู่มากมาย จนกลายเป็นมหกรรมที่ถูกบันทึกไว้ในลิสต์ ดังนั้นหากจะให้ผู้คนเหล่านั้นเข้ามาสนใจให้กรุงเทพเมืองแฟชั่น เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องมาชมแฟชั่น ความต่อเนื่องคือสิ่งสำคัญ การวางโครงสร้างการบริหารจัดการภายในประเทศให้แข็งแกร่ง จนเป็นที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะสะท้อนภาพลักษณ์ในวงการแฟชั่นไทยสู่สายตาชาวโลก

“ที่ผ่านมาไทยยังทำไม่ได้ เพราะขาดความต่อเนื่อง ทำให้ถูกมองว่าไม่จริงจังและให้ความสำคัญกับวงการแฟชั่นอย่างที่อยากให้เป็น และเช่นกันการจัดมหกรรมกรุงเทพฯแฟชั่นวีคในแง่ของการสนับสนุนแบรนด์ไทยยังเป็นสิ่งที่ข้ามขั้นตอน เพราะการที่จะทำให้คนหันมาสนใจวงการแฟชั่นคุณภาพและชิ้นงานคือสิ่งสำคัญที่จะต้องนำเสนอ ไม่ใช่การเดินหน้าจัดงานใหญ่แล้วก็หายไป เราอาจจะเริ่มจากงานเล็กๆที่ประสบผลสำเร็จจนผลักดันไปสู่งานใหญ่ๆที่สมบูรณ์ได้ อย่างเช่น มหกรรมแฟชั่นวีคในเมืองชั้นนำของโลก ”

วอนรัฐสนับสนุนอย่างจริงจัง

อีกหนึ่งกระแสที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่า กรุงเทพฯเมืองแฟชั่น ยังเป็นโครงการในฝันที่อยากให้รีเทิร์น อีกครั้ง เพราะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผลงานชุดแฟชั่นจากดีไซเนอร์ไทยมีโอกาสผงาดและได้รับเสียงตอบรับสูงในเวทีโลกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นชุดตุ๊กตุ๊ก ไทยแลนด์ รวมถึงชุดที่ดาราสาวไทย สวมใส่เดินพรมแดงในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์

นายพลพัฒน์ กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่ต้องพัฒนาต่อเนื่องคือ ความมีอิทธิพลของแบรนด์ต่อผู้บริโภค เหมือนเช่นหลายๆแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งหมายถึงหากเอ่ยชื่อแบรนด์ที่มาจากไทย จะต้องสามารถสร้างความสนใจและเกิดการสวมใส่ได้ ส่วนภาครัฐก็ต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง ในการพัฒนาโครงสร้างเนื่องจากปัจจุบันสมาคมและสมาชิกล้วนมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีการบริหารจัดการกันเองมาโดยตลอด ดังนั้นหากได้รัฐบาลมาร่วมสนับสนุนจะสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้เร็วและง่ายขึ้น เพราะปัจจุบันวงการแฟชั่นดีไซเนอร์ไทยที่มีศักยภาพมีจำนวนมาก หากแต่ยังขาดการสนับสนุนที่ดีและต่อเนื่องในระยะยาว

แนะลบภาพลักษณ์ OEM

ด้านนายณัฎฐ์ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการด้านภาพลักษณ์องค์กร บริษัท คลอเส็ท ดีไซน์ จำกัด เจ้าของแบรนด์แฟชั่น“คลอเส็ท” กล่าวว่า หากภาครัฐจะนำโครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่นกลับมาจัดขึ้นอีกครั้งนั้น มองว่าไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว ทั้งในแง่ของความแข็งแกร่งของแบรนด์ไทย ซึ่งมีความพร้อม ความสามารถในการแข่งขันกับแบรน์จากต่างชาติ เห็นได้จากงานดีไซน์ของแบรนด์ไทยแต่ละชิ้นงานที่ออกสู่เวทีโลกต่างได้รับการยอมรับและเป็นที่กล่าวถึงในช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งสำคัญที่ยังขาดอยู่ในปัจจุบันคือนโยบายของทางภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นและสนับสนุนในภาพรวม ให้ผลงานที่ออกสู่สายตาชาวโลกมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากมีการจัดโครงการดังกล่าวขึ้นจริงทางแบรนด์ก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมด้วย

นอกจากนี้ภาครัฐควรมองว่าจะทำอย่างไร ให้วงการแฟชั่นและธุรกิจเดินหน้าควบคู่กันได้อย่างยั่งยืน ผ่านแนวทางการปฏิบัติงานที่เป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายทั่วโลกสนใจแฟชั่นไทยและเดินทางเข้ามาจับจ่ายอย่างเช่นเมืองแฟชั่นชั้นนำอื่นๆ ทั้งฝรั่งเศส อิตาลี ฮ่องกง เป็นต้น ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าเรื่องของภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญในวงการแฟชั่น ดังนั้นสิ่งที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนคือ การกำหนดนโยบายระยะยาว รวมไปถึงการแก้ไขภาษีสินค้าในกลุ่มแฟชั่น ที่ถือว่ายังสูงอยู่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศแฟชั่นชั้นนำอื่นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาช็อปปิ้งที่ไทยได้ โดยปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาช็อปปิ้งแฟชั่นเสื้อผ้าในเมืองไทยยังนิยมซื้อเฉพาะช่วงเวลาที่มีการจัดโปรโมชันลดราคาเท่านั้น แต่หากจะเดินทางเพื่อช็อปปิ้งโดยตรงนั้นยังไม่มี

ขณะเดียวกันช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดแฟชั่นไทยเป็นที่รู้จักในฐานะ ตลาดผู้รับจ้างผลิต (OEM) จนกลายเป็นโพสิชันนิงว่า ถ้าเข้ามาเที่ยวเมืองไทยนั้น จะต้องไปเอาต์เล็ตหรือโรงงานเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งไม่ใช่แบรนด์โลคัลและช็อปปิ้งแฟชั่นชั้นนำตามฤดูกาล แต่เป็นการช็อปปิ้งเสื้อผ้าแบรนด์ต่างชาติมากกว่า ดังนั้นภาครัฐควรหาแนวทางแก้ไขและดำเนินการใหม่อย่างจริงจัง

 จับตาอุตฯแฟชั่นทะยานพุ่ง 1 ล้านล้านบาท

ขณะที่นายอิทธิกร เจริญการ ที่ปรึกษาเครือข่ายผู้ประกอบการแฟชั่น จากศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 กล่าวว่า การขาดความต่อเนื่อง ทำให้โครงการกรุงเทพฯเมืองแฟชั่นซึ่งกำลังไปได้ดีสะดุด และภาคเอกชนยังต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทุนหรือการเข้าถึงแหล่งเงิน ช่องทางการตลาดและการจัดจำหน่าย ก็เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้มีโอกาสทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ถือว่าเป็นช่องทางสำคัญ ที่ผู้ประกอบการต้องการออกไปขยายตลาด แม้ว่าจำนวนผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในปัจจุบันจะมีเพียง 20% จากจำนวนกว่า 90 แบรนด์ที่มารวมตัวกันก็ตาม ซึ่งการจะออกไปทำตลาดได้จะต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนในหลายๆ เรื่อง

ส่วนเดอะมอลล์กรุ๊ป ที่ถือว่าเป็นช่องทางการตลาดสำคัญของธุรกิจแฟชั่น ที่ผ่านมาได้เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนธุรกิจแฟชั่นในหลายด้าน โดยนางสาวรวิมน ฐานิตารมภ์ ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้า บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เดอะ มอลล์ กรุ๊ปสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในธุรกิจแฟชั่นไม่ว่าจะเป็น Bangkok Fashion Society (BFS) และในอดีตเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสนับสนุนโครงการกรุงเทพเมืองแฟชั่น ทั้งนี้มองว่าหากมีการนำโครงการกลับมาใหม่ จะเป็นประโยชน์กับธุรกิจแฟชั่นเมืองไทย โดยเฉพาะในกลุ่มของไทยดีไซเนอร์ ซึ่งปัจจุบัน ทั้งที่พารากอน และ ดิ เอ็มควอเทียร์ ต่างเป็นศูนย์รวมแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ที่มากที่สุด ณ ขณะนี้ ส่วนเดอะ มอลล์ กรุ๊ปจะให้การสนับสนุนในรูปแบบใดนั้น จะต้องศึกษารายละเอียดโครงการว่ามีความสอดคล้องกับศักยภาพในด้านใดของบริษัทอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ด้วยศักยภาพของแฟชั่นไทย และความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการเชื่อว่าจะส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมแฟชั่นมีการขยายตัวและมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทในปี 2560 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่ากว่า 6.2 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมวางเป้าหมายที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่น สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาเซียน (Thailand ASEAN Fashion Center) ภายใต้งบประมาณการสนับสนุน 160 ล้านบาท แบ่งเป็น งบสำหรับโครงการพัฒนาขีดความสามารถอุตสาหกรรมแฟชั่น 100 ล้านบาท และโครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่น 60 ล้านบาท ที่มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรด้านแฟชั่น 2.2 พันคน และพัฒนากิจการแฟชั่นไทย 225 กิจการ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,165 วันที่ 12 - 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline