
อเมซอนทุ่มเงินลุยตลาดอินเดีย ควักอีก 3 พันล้านดอลล์ขยายการเติบโตในต่างประเทศ
อเมซอนเผยการลงทุนเป็นมูลค่าอีก 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขยายธุรกิจในตลาดอินเดีย โดยหวังว่าศักยภาพของอินเดียที่มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นตลาดอี-คอมเมิร์ซขนาดใหญ่ของโลกจะช่วยกระตุ้นการเติบโต
นายเจฟฟ์ เบโซส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอเมซอน อิงค์ เจ้าของเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยในระหว่างการพบปะหารือของผู้นำธุรกิจของสหรัฐอเมริการ่วมกับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ในโอกาสที่นายโมดีเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ว่า อเมซอนเล็งเห็นศักยภาพที่ดีอย่างยิ่งในเศรษฐกิจอินเดีย และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการลงทุนอีก 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอินเดีย รวมเป็นเม็ดเงินลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2557
อเมซอนพุ่งเป้าหมายไปที่ตลาดอินเดียเพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศ หลังจากถอนตัวออกจากตลาดจีนเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของเจ้าถิ่น อาลีบาบา และนอกจากต้องการขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้ารายใหม่แล้ว อเมซอนยังต้องการอาศัยอินเดียเป็นแหล่งสินค้าใหม่สำหรับวางจำหน่ายสู่ทั่วโลก
ปัจจุบัน อเมซอนมีรายได้ในต่างประเทศส่วนใหญ่มาจากอังกฤษ ญี่ปุ่น และเยอรมนี โดยในปีที่ผ่านมาทำยอดขายนอกตลาดอเมริกาเหนือได้ 3.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.7% ขณะที่ยอดขายจากตลาดอเมริกาเหนืออยู่ที่ 6.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อเมซอนเข้ามาทำตลาดในอินเดียเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2556 โดยทำธุรกิจในรูปแบบของมาร์เก็ตเพลซ หรือการวางจำหน่ายสินค้าจากร้านค้าภายนอกผ่านเว็บไซต์ตนเอง เนื่องจากกฎหมายท้องถิ่น อย่างไรก็ดี อเมซอนมีโกดังสินค้าและเทคโนโลยีจัดส่งสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกับตลาดอินเดียโดยเฉพาะ ด้วยการอาศัยวิธีการส่งสินค้าให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง ต่างจากในตลาดสหรัฐฯ ที่อเมซอนพึ่งพาบริการของบริษัทไปรษณีย์สหรัฐฯ และบริการจัดส่งสินค้าอื่นๆ เป็นหลัก
ทั้งนี้ ในตลาดอินเดีย อเมซอนต้องเผชิญกับการแข่งขันกับผู้เล่นท้องถิ่น อาทิ ฟลิปคาร์ท (Flipkart) และสแน็ปดีล (Snapdeal)
ในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น เบโซสกล่าวถึงความสำเร็จในตลาดอินเดีย โดยได้กล่าวถึงการเปิดตัว "เซลเลอร์ เฟล็กซ์" (Seller Flex) หรือการใช้โกดังของร้านค้าที่นำสินค้ามาจำหน่ายผ่านอเมซอนในการเก็บสินค้าอื่นๆ ที่วางจำหน่ายอยู่บนเว็บไซต์ ซึ่งช่วยให้อเมซอนขยายขีดความสามารถในการจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อเมซอนยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบคลาวด์คอมพิวติ้งในอินเดียอีกด้วย
แม้ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซของอินเดียในปัจจุบันจะยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ แต่กำลังเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มอร์แกน สแตนลีย์ ประเมินว่าปีที่ผ่านมาชาวอินเดียจับจ่ายซื้อสินค้าทางออนไลน์เป็นมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2557 ขณะที่รายงานจากกูเกิลและเอที เคียร์นีย์ คาดการณ์ว่า 25% ของยอดค้าปลีกจะมาจากการซื้อสินค้าออนไลน์ภายในปี 2563 ด้วยจำนวนผู้ซื้อออนไลน์เกินกว่า 175 ล้านคน
เบโซสกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การปรับรูปแบบธุรกิจให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่นของอินเดียถือเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญเมื่อเทียบกับการทำธุรกิจในตลาดจีน "ในจีนเราปรับรูปแบบให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่นบ้าง แต่ส่วนมากเราพยายามใช้วิธีการแบบเดียวกับที่เราทำสำเร็จในญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐฯ และอื่นๆ แต่มันจำเป็นต้องปรับรูปแบบให้เข้ากับท้องถิ่นมากกว่านี้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,165 วันที่ 12 - 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559
นายเจฟฟ์ เบโซส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอเมซอน อิงค์ เจ้าของเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยในระหว่างการพบปะหารือของผู้นำธุรกิจของสหรัฐอเมริการ่วมกับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ในโอกาสที่นายโมดีเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ว่า อเมซอนเล็งเห็นศักยภาพที่ดีอย่างยิ่งในเศรษฐกิจอินเดีย และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการลงทุนอีก 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอินเดีย รวมเป็นเม็ดเงินลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2557
อเมซอนพุ่งเป้าหมายไปที่ตลาดอินเดียเพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศ หลังจากถอนตัวออกจากตลาดจีนเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของเจ้าถิ่น อาลีบาบา และนอกจากต้องการขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้ารายใหม่แล้ว อเมซอนยังต้องการอาศัยอินเดียเป็นแหล่งสินค้าใหม่สำหรับวางจำหน่ายสู่ทั่วโลก
ปัจจุบัน อเมซอนมีรายได้ในต่างประเทศส่วนใหญ่มาจากอังกฤษ ญี่ปุ่น และเยอรมนี โดยในปีที่ผ่านมาทำยอดขายนอกตลาดอเมริกาเหนือได้ 3.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.7% ขณะที่ยอดขายจากตลาดอเมริกาเหนืออยู่ที่ 6.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อเมซอนเข้ามาทำตลาดในอินเดียเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2556 โดยทำธุรกิจในรูปแบบของมาร์เก็ตเพลซ หรือการวางจำหน่ายสินค้าจากร้านค้าภายนอกผ่านเว็บไซต์ตนเอง เนื่องจากกฎหมายท้องถิ่น อย่างไรก็ดี อเมซอนมีโกดังสินค้าและเทคโนโลยีจัดส่งสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกับตลาดอินเดียโดยเฉพาะ ด้วยการอาศัยวิธีการส่งสินค้าให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง ต่างจากในตลาดสหรัฐฯ ที่อเมซอนพึ่งพาบริการของบริษัทไปรษณีย์สหรัฐฯ และบริการจัดส่งสินค้าอื่นๆ เป็นหลัก
ทั้งนี้ ในตลาดอินเดีย อเมซอนต้องเผชิญกับการแข่งขันกับผู้เล่นท้องถิ่น อาทิ ฟลิปคาร์ท (Flipkart) และสแน็ปดีล (Snapdeal)
ในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น เบโซสกล่าวถึงความสำเร็จในตลาดอินเดีย โดยได้กล่าวถึงการเปิดตัว "เซลเลอร์ เฟล็กซ์" (Seller Flex) หรือการใช้โกดังของร้านค้าที่นำสินค้ามาจำหน่ายผ่านอเมซอนในการเก็บสินค้าอื่นๆ ที่วางจำหน่ายอยู่บนเว็บไซต์ ซึ่งช่วยให้อเมซอนขยายขีดความสามารถในการจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อเมซอนยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบคลาวด์คอมพิวติ้งในอินเดียอีกด้วย
แม้ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซของอินเดียในปัจจุบันจะยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ แต่กำลังเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มอร์แกน สแตนลีย์ ประเมินว่าปีที่ผ่านมาชาวอินเดียจับจ่ายซื้อสินค้าทางออนไลน์เป็นมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2557 ขณะที่รายงานจากกูเกิลและเอที เคียร์นีย์ คาดการณ์ว่า 25% ของยอดค้าปลีกจะมาจากการซื้อสินค้าออนไลน์ภายในปี 2563 ด้วยจำนวนผู้ซื้อออนไลน์เกินกว่า 175 ล้านคน
เบโซสกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การปรับรูปแบบธุรกิจให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่นของอินเดียถือเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญเมื่อเทียบกับการทำธุรกิจในตลาดจีน "ในจีนเราปรับรูปแบบให้เหมาะกับตลาดท้องถิ่นบ้าง แต่ส่วนมากเราพยายามใช้วิธีการแบบเดียวกับที่เราทำสำเร็จในญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี สหรัฐฯ และอื่นๆ แต่มันจำเป็นต้องปรับรูปแบบให้เข้ากับท้องถิ่นมากกว่านี้"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,165 วันที่ 12 - 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559






