
‘อภิรดี’สปีดผลงานครึ่งหลัง เร่งลดค่าครองชีพ-ดันส่งออก-ระบายข้าว-เข้า/ไม่เข้าTPP
"อภิรดี" เร่งเครื่องดันผลงานครึ่งปีหลัง งานหลักยังเน้นลดค่าครองชีพประชาชน โชว์แผนดันส่งออกสู่เป้าหมาย 5% ระบุยังไม่ตัดสินใจไทยเข้าร่วม TPP ชี้ยังมีเวลาอีกตั้ง2 ปี แต่ยกข้อดีด้านการค้า-การลงทุนเพียบ ขณะเตรียมระบายข้าวล็อตใหญ่ ลุ้นลดสต๊อกเหลือ 8 ล้านตัน
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการทำงานนับจากนี้ว่า กระทรวงยังคงเดินหน้าแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากโครงการต่างๆ ที่กรมการค้าภายในดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหนูณิชย์...พาชิม โครงการธงฟ้า โครงการตลาดต้องชม เพื่อให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าในราคาประหยัด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยโครงการหนูณิชย์...พาชิม (ร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จราคาถูก)สามารถทำได้ตามเป้ากว่า 1 หมื่นร้านแล้ว จากนี้กรมการค้าภายในจะทยอยเปิดรับสมัครเพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากขึ้น
ส่วนเรื่องการผลักดันการส่งออกนั้น กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายการส่งออกทั้งปี 2559 ขยายตัวที่ 5% ซึ่งเป็นเป้าทำงานโดยจะเร่งผลักดันการดำเนินยุทธศาสตร์การส่งออกไปสู่การปฏิบัติให้มากที่สุดเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ แม้ว่าการส่งออกในเดือนเดือนเมษายน จะกลับมาติดลบ 8% โดยมีมูลค่าการส่งออกเพียง 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งขันแล้ว ไทยยังคงรักษาส่วนแบ่งในแต่ละตลาดไว้ได้ สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้ลดลงตามมูลค่าการส่งออก ทั้งนี้ในครึ่งปีหลังยังพอมีปัจจัยบวก เช่นราคาสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมโลกปรับตัวดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรสำคัญๆ ของไทย เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน น้ำตาลทรายมีทิศทางที่ดีขึ้นขณะที่สินค้ายานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ยังมีทิศทางที่ดี และยังขยายตัวเป็นบวก "ทิศทางการค้าของไทยในปีนี้มองว่าน่าจะใกล้เคียงปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์การค้าโลกยังผันผวน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลกที่ยังลดลงอย่างต่อเนื่องและความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญหลายประเทศชะลอตัว แต่หลายกลุ่มสินค้าของไทยยังขยายตัวเป็นบวก"
นางอภิรดี กล่าวถึง ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(TPP) ซึ่งครอบคลุมประมาณ 40% ของมูลค่าการค้าโลกว่า หากไทยเข้าร่วม TPP จะส่งผลให้ไทยสามารถขยายการค้า การลงทุนไปยังสมาชิก TPP ที่เป็นตลาดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาความพร้อมของไทยต่อความตกลง TPP จากการประชุมร่วมหลายฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ข้อสรุป 2 ประเด็นคือ ด้านการค้าและด้านการลงทุน โดยในส่วนของด้านการค้านั้นถ้าไทยเข้าร่วม TPP ไทยจะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดรองจากเวียดนาม สินค้าที่ได้รับผลดี เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ยาง ไก่แปรรูป สินค้าข้าว เครื่องปรับอากาศ กุ้ง และปลา ส่วนตลาดที่คาดว่าจะส่งออกได้มากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เวียดนาม เม็กซิโก และอาเซียน
ด้านการลงทุนนั้นไทยถือว่าเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและหากไทยเข้าร่วมจะทำให้ไทยจะทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจวางแผนการลงทุนในไทยต่อไปทั้งระยะสั้น และยาว โดยไม่ย้ายฐานไปลงทุนที่เวียดนาม และมาเลเซีย แต่ประเด็นสำคัญคือไทยเองต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดโดยเฉพาะการปรับปรุงแก้ไขและผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน เนื่องจากกฎระเบียบในไทยมีจำนวนมากและซับซ้อน แต่ทั้งนี้การจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมTPPนั้นไทยยังมีเวลาตัดสินใจอีก 2 ปี
สำหรับแผนการตลาดข้าวในต่างประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง กรมมีแผนจะจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนไทยเดินทางไปเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าภาครัฐและเอกชน ที่แอฟริกาใต้และโมซัมบิกในช่วงระหว่างวันที่ 5-11 มิถุนายนนี้ และในช่วงเดือนกันยายนจัดกิจกรรมส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยที่ฮ่องกง ส่วนการระบายข้าวในประเทศนั้นกรมการค้าต่างประเทศได้เตรียมเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 4/2559 ปริมาณรวม 2.24 ล้านตัน ถือเป็นล็อตใหญ่ที่สุดที่กระทรวงเคยระบายมา หากสามารถระบายได้หมดจะทำให้คงเหลือข้าวในสต๊อกรัฐบาล 8 ล้านตันจากปัจจุบันที่มีอยู่ 10-11 ล้านตัน และยังมีแผนที่จะเปิดประมูลตามความเหมาะสมต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,164 วันที่ 9 - 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทางการทำงานนับจากนี้ว่า กระทรวงยังคงเดินหน้าแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากโครงการต่างๆ ที่กรมการค้าภายในดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหนูณิชย์...พาชิม โครงการธงฟ้า โครงการตลาดต้องชม เพื่อให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าในราคาประหยัด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยโครงการหนูณิชย์...พาชิม (ร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จราคาถูก)สามารถทำได้ตามเป้ากว่า 1 หมื่นร้านแล้ว จากนี้กรมการค้าภายในจะทยอยเปิดรับสมัครเพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากขึ้น
ส่วนเรื่องการผลักดันการส่งออกนั้น กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายการส่งออกทั้งปี 2559 ขยายตัวที่ 5% ซึ่งเป็นเป้าทำงานโดยจะเร่งผลักดันการดำเนินยุทธศาสตร์การส่งออกไปสู่การปฏิบัติให้มากที่สุดเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ แม้ว่าการส่งออกในเดือนเดือนเมษายน จะกลับมาติดลบ 8% โดยมีมูลค่าการส่งออกเพียง 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งขันแล้ว ไทยยังคงรักษาส่วนแบ่งในแต่ละตลาดไว้ได้ สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้ลดลงตามมูลค่าการส่งออก ทั้งนี้ในครึ่งปีหลังยังพอมีปัจจัยบวก เช่นราคาสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมโลกปรับตัวดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรสำคัญๆ ของไทย เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน น้ำตาลทรายมีทิศทางที่ดีขึ้นขณะที่สินค้ายานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ยังมีทิศทางที่ดี และยังขยายตัวเป็นบวก "ทิศทางการค้าของไทยในปีนี้มองว่าน่าจะใกล้เคียงปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์การค้าโลกยังผันผวน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลกที่ยังลดลงอย่างต่อเนื่องและความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญหลายประเทศชะลอตัว แต่หลายกลุ่มสินค้าของไทยยังขยายตัวเป็นบวก"
นางอภิรดี กล่าวถึง ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(TPP) ซึ่งครอบคลุมประมาณ 40% ของมูลค่าการค้าโลกว่า หากไทยเข้าร่วม TPP จะส่งผลให้ไทยสามารถขยายการค้า การลงทุนไปยังสมาชิก TPP ที่เป็นตลาดใหญ่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาความพร้อมของไทยต่อความตกลง TPP จากการประชุมร่วมหลายฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ข้อสรุป 2 ประเด็นคือ ด้านการค้าและด้านการลงทุน โดยในส่วนของด้านการค้านั้นถ้าไทยเข้าร่วม TPP ไทยจะเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดรองจากเวียดนาม สินค้าที่ได้รับผลดี เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ยาง ไก่แปรรูป สินค้าข้าว เครื่องปรับอากาศ กุ้ง และปลา ส่วนตลาดที่คาดว่าจะส่งออกได้มากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เวียดนาม เม็กซิโก และอาเซียน
ด้านการลงทุนนั้นไทยถือว่าเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและหากไทยเข้าร่วมจะทำให้ไทยจะทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจวางแผนการลงทุนในไทยต่อไปทั้งระยะสั้น และยาว โดยไม่ย้ายฐานไปลงทุนที่เวียดนาม และมาเลเซีย แต่ประเด็นสำคัญคือไทยเองต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดโดยเฉพาะการปรับปรุงแก้ไขและผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน เนื่องจากกฎระเบียบในไทยมีจำนวนมากและซับซ้อน แต่ทั้งนี้การจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมTPPนั้นไทยยังมีเวลาตัดสินใจอีก 2 ปี
สำหรับแผนการตลาดข้าวในต่างประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง กรมมีแผนจะจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนไทยเดินทางไปเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าภาครัฐและเอกชน ที่แอฟริกาใต้และโมซัมบิกในช่วงระหว่างวันที่ 5-11 มิถุนายนนี้ และในช่วงเดือนกันยายนจัดกิจกรรมส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยที่ฮ่องกง ส่วนการระบายข้าวในประเทศนั้นกรมการค้าต่างประเทศได้เตรียมเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 4/2559 ปริมาณรวม 2.24 ล้านตัน ถือเป็นล็อตใหญ่ที่สุดที่กระทรวงเคยระบายมา หากสามารถระบายได้หมดจะทำให้คงเหลือข้าวในสต๊อกรัฐบาล 8 ล้านตันจากปัจจุบันที่มีอยู่ 10-11 ล้านตัน และยังมีแผนที่จะเปิดประมูลตามความเหมาะสมต่อไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,164 วันที่ 9 - 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559






