thansettakij
thansettakij
กกพ.รับมือถ่านหินถูกเบรก เร่งหารือกฟผ./ปตท.หาพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าก๊าซทดแทน

กกพ.รับมือถ่านหินถูกเบรก เร่งหารือกฟผ./ปตท.หาพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าก๊าซทดแทน

12 มิ.ย. 59 | 09:00 น.
กกพ.เร่งหารือกฟผ.-ปตท.ปลายมิ.ย.นี้ วางแผนรองรับกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่เกิดไม่ได้ ต้องสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซทดแทน และต้องสร้างคลังแอลเอ็นจีเฟส 2 ในพื้นที่เดียวกับโรงไฟฟ้า แต่ยังหวั่นใจค่าไฟพุ่ง 5-6 บาทต่อหน่วย พร้อมชงความเห็นถึง "ประยุทธ์" หาทางออกลดผลกระทบประมูลแหล่งปิโตรเลียมหมดอายุ หากต้องนำเข้าแอลเอ็นจีพุ่ง

นายไกรสีห์ กรรณสูต กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กกพ.เตรียมหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อหามาตรการรองรับ หากเกิดกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน ที่มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (ซีโอดี) ปี 2562 ซึ่ง
ขณะนี้ก็ล่าช้ามา 1 ปีแล้ว หากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นไม่ได้ ทาง กฟผ.อาจจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในภาคใต้ขึ้นมาทดแทน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้

ทั้งนี้ หากเลือกแนวทางก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เข้ามาทดแทนถ่านหิน ก็ต้องศึกษาพื้นที่ว่าจะสร้างบริเวณใดของภาคใต้ที่มีความเหมาะสม ขณะเดียวกันคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เฟส 2 ของ ปตท. ก็จำเป็นต้องสร้างใกล้โรงไฟฟ้าเช่นกัน ซึ่งตามแผนเดิมจะอยู่ที่จ.ระยอง แต่มองว่าอาจไม่คุ้มค่าเพราะต้องขนส่งระยะทางไกล อย่างไรก็ตามการหารือดังกล่าว เป็นเพียงการเตรียมแผนรับมือล่วงหน้าเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องรอมติที่ประชุมจากคณะกรรมการไตรภาคีส่งเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในเดือนสิงหาคมนี้

นอกจากนี้ กกพ.ยังมีความกังวลกับต้นทุนผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เพราะการนำเข้าแอลเอ็นจีจะมีราคาสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทย จนส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในอนาคต จากปัจจุบันอยู่ที่ 3-4 บาทต่อหน่วย อาจเป็น 5-6 บาทต่อหน่วย ดังนั้น กกพ.ในฐานะที่เข้ามากำกับดูแลไฟฟ้ายังต้องการให้กระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิงเป็นถ่านหิน จากปัจจุบันพึ่งพาก๊าซในการผลิตไฟฟ้าเกือบ 70% และหากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกก็จะทำให้สัดส่วนก๊าซเพิ่มขึ้นอีก

ส่วนกรณีโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) 5 พันเมกะวัตต์ ของกลุ่มบริษัท กัลฟ์ เจพีฯ แม้ว่าจะสามารถเดินหน้าได้ตามแผน โดยกำหนดจ่ายไฟฟ้าในปี 2564 และปี2567 เนื่องจากมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับทางภาครัฐแล้วนั้น แต่ไม่สามารถเสริมความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ได้ เนื่องจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวตั้งในพื้นที่ตะวันออก การจ่ายไฟฟ้าผ่านสายส่งในระยะไกล ทำให้เกิดการสูญเสียในระบบ ดังนั้นจึงต้องการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดโดยการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ที่ไม่เพียงพอจะดีกว่า ขณะที่โรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา 2 พันเมกะวัตต์ แม้จะมีเสียงคัดค้านบ้าง แต่พบว่าชุมชนให้การสนับสนุน

ดังนั้นหากขั้นตอนกระบวนการผ่าน ก็เดินหน้าก่อนโรงไฟฟ้าได้ โดยตามแผนเดิมโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กำหนดซีโอดีในปี 2564 และปี 2567

ทั้งนี้ปัจจุบันปริมาณก๊าซในอ่าวไทยเริ่มลดลง ขณะที่แหล่งก๊าซในเมียนมาก็ลดลงอย่างน่าตกใจ และหากแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุสัญญา 2 แหล่ง คือแหล่งเอราวัณและบงกช ต้องหยุดชะงัก ยิ่งส่งผลกระทบต่อก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้า และยิ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน จะส่งผลต่อกำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคต แม้ว่าตอนนี้สำรองไฟฟ้ายังเพียงพอ แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องพึ่งพาแอลเอ็นจีมากขึ้น ดังนั้น กกพ.ต้องเร่งหารือกับกฟผ.และปตท.ว่า จะทำอย่างไรหากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เกิดขึ้น และจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ บริเวณไหนในภาคใต้ เพราะต้องมีท่าเรือน้ำลึก คลังแอลเอ็นจีที่ต้องอยู่ใกล้โรงไฟฟ้า และพื้นที่ของกฟผ. ในอ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ จะมีความเหมาะสมหรือไม่

นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า ส่วนกรณีการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุใน 5-6 ปีข้างหน้า อาจเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากผู้ผลิตรายเดิมไม่ลงทุนต่อเนื่อง และเริ่มลดกำลังการผลิตก๊าซลง และจำเป็นต้องนำเข้าแอลเอ็นจีจากต่างประเทศเข้ามาเสริม ซึ่งมีราคาสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทย ก็จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในอนาคตสูงขึ้น จากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและจากการอุดหนุนพลังงานทดแทน

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ชัดเจนจะเป็นเท่าใด ต้องรอผลการประมูลให้เรียบร้อยก่อน ทั้งนี้กกพ.สามารถให้ความคิดเห็นย้อนกลับไปที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้ หากเห็นว่ามีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้ารุนแรงหรือเห็นว่ามีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีได้

สำหรับโครงการความร่วมมือลดใช้ไฟฟ้า(ดีอาร์) ที่จะมาช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีกนั้น คาดว่าผลศึกษาตัวเลขการรับซื้อ และราคารับซื้อ จะชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ เบื้องต้นตั้งเป้าตัวเลขผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการไว้ที่ 1 พันเมกะวัตต์ โดยจะมีการจ้างบริษัทเพื่อเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งจะทดลองโครงการนำร่องในช่วงต้นปี 2560

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,164 วันที่ 9 - 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline