
‘ประสาร’แนะไทยปรับตัวรับ New Normal
"ประสาร" เผย ไทยเข้าสู่ยุคโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ยกผลวิจัยทีดีอาร์ไอเสนอไทยควรปรับตัวรับNew Normal ชี้ภาครัฐควรกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น/ดึงเอกชนร่วมลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ลดภาระทางการคลัง เน้นสนับสนุนแทนควบคุม/กำกับ ลดกฎระเบียนทำต้นทุนสูงถึง 20%
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะอนุกรรมการเตรียมการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ และกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "โลกที่ไม่เหมือนเดิม" ว่า ภายใต้คำว่า "โลกที่ไม่เหมือนเดิม" หรือที่พูดกันอย่างขว้างกว้างในคำว่า "New Normal" โดยสรุปได้ 4 ส่วนสำคัญ 1.โลกที่ไม่เหมือนเดิม 2.แนวคิดต่อโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง 3.โอกาสและความท้าทายของภาคธุรกิจ และ 4.ภาครัฐกับการขับเคลื่อนประเทศในบริบทใหม่
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนั้น โลกมีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าในอดีต มีหลายเรื่องที่ไม่สามารถอ่านปลายทางว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งประเทศไทยในหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวค่อนข้างต่ำ ปีนี้มีปัญหาภัยแล้งซ้ำเติม รวมถึงระยะข้างจะมี 4ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง คือ 1. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ปัจจุบันมีคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 3.4พันล้านคน จากเดิม 20 ปีก่อน คนทั่วโลกใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 1% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ไทยมีอัตราการซื้อของผ่านออนไลน์มากขึ้น ทำให้กรมสรรพากรมีความสนใจที่จะเข้ามาเก็บภาษีในเรื่องของอี-คอมเมิร์ซ 2.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ในอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรจะเพิ่มเป็น 8 พันล้านคนจาก 7 พันล้านคน
โดยประชากระที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเป็นกลุ่มคนที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น โดยมีประชากรอายุเกิน 65 ปีมากกว่า 20% เหมือนหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะเป็นภาระต่อภาคการคลังในระยะข้างหน้า และ3.ศูนย์กลางอำนาจทางเศรษฐกิจมีการโยกมาเกาะอยู่ที่ประเทศจีน อินเดีย และเอเชีย โดยเฉพาะระยะข้างหน้าจีนจะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ แม้ระยะสั้นเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัว และหากรวมเข้ากับอินเดียจะเห็นว่าปี 2573 ขนาดเศรษฐกิจรวมเป็น 1 ใน 4 ของโลก ส่งผลให้อำนาจซื้อจะอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมมีผลต่อตลาดการเงินให้มีความผันผวนที่ยากจะคาดเดา และจะอยู่กับประเทศไปอีกสักระยะหนึ่ง และ 4.กติกาที่มีหลายเรื่อง ซึ่งไทยจะต้องปรับให้เป็นสากลมากขึ้น เช่น กติกาควบคุมการบิน (ICAO) หรือกติกาการแก้ไขเรื่องประมง หรือ IUU ที่ไทยกำลังแก้ไขอยู่
สำหรับปัจจัยที่ 3 โลกที่ไม่หยุดนิ่งนั้น จะเห็นการปรับตัวในระดับบุคคล องค์กร ประเทศ และโลก ซึ่งหากย้อนดูภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การใช้แรงงานคน พัฒนาไปสู่เครื่องจักร การใช้ไฟฟ้า และในอนาคตจะเห็นหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคน ซึ่งนำไปสู่ปัจจัยที่ 3 การเปลี่ยนแปลงมีทั้งโอกาสและความท้าทาย หากดูในเรื่องของโอกาส จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมามีเสถียรภาพและแข็งแรงขึ้นหลังจากเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งสามารถช่วยลดการเสียดทานการเปลี่ยนแปลงได้ และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เป็นการปรับตัวสู่รูปแบบใหม่ ด้านความท้าทายนั้น จะเป็นเรื่องของการทำธุรกิจที่จะต้องรู้เขารู้เรา หรือการอ่านความต้องการผู้บริโภคให้ออก หรืออะไรเป็นความเสี่ยง อะไรที่เป็นช่องว่าจะต้องปิด และต้องแม่นยำข้อมูล ที่สำคัญคือ ผู้นำจะต้องมีมุมมองที่เปิดกว้าง และต้องมีความสามารถมากพอที่จะพาก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ปัจจัยที่ 4 ภาครัฐกับการขับเคลื่อนประเทศในบริบทใหม่ โดยในบทวิจัยของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เสนอการปรับตัวของภาครัฐ 3 มิติ คือ 1.ปรับทิศทางให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้น แม้ที่ผ่านมามีการกระจายอำนาจแต่การตัดสินใจยังรวมศูนย์เกิดปัญหาคอขวด จึงเสมือนการตัดเสื้อเพียง 1 ตัว แต่รองรับประชาชนทั้งหมด สะท้อนไปยังอัตราการพัฒนาเขตเมืองทีอยู่ในอัตราต่ำประมาณ 30% และในจำนวนดังกล่าวประมาณ 80% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และอัตราการพัฒนาเขตเมืองใกล้เคียงประเทศกัมพูชา ลาว เวียดนาม ทั้งที่ไทยเปิดประเทศก่อน แต่มาเลเซียอยู่ในอัตรา 70% และญี่ปุ่น 90% จึงต้องมีการกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วม
มิติ 2.ปรับกลยุทธ์ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม และมาใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของภาคเอกชน เช่น การร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน หรือ PPP โดยเฉพาะในด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะประเทศไทยมีโครงการร่วมน้อยมาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีประมาณ 15% และช่วยลดภาระด้านงบประมาณได้ด้วย
และมิติ 3.ปรับบทบาทให้สอดคล้องกับบทบาทใหม่ โดยเปลี่ยนบทบาทควบคุม/กำกับเป็นการสนับสนุน รวมทั้งการปล่อยให้กลไกตลาดเสรี โดยภาครัฐอาจจะต้องทบทวนกฎระเบียบกฎหมายที่มีอยู่ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน ไม่เป็นอุปสรรคกับผู้เกี่ยวข้อง เพราะปัจจุบันไทยมีกฎระเบียบต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 1 แสนฉบับ และใบอนุญาตกว่า 1.5 พันใบ ซึ่งกฎระเบียบต่างๆ ที่มีมากเกินความพอดี อาจมีต้นทุนสูงถึง 10-20% ของจีดีพี ตลอดจนบาทบาทรัฐต้องทำควรแบ่งแยกให้ชัดเจน เพราะต้นตอของปัญหา คือ การแบ่งแยกหน้าที่และบทบาทไม่ชัดเจน ทับซ้อน ทำให้การทำหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องไม่เหมาะสม เช่น ธ.ก.ส.ที่ตั้งเมื่อปี 2500 โครงสร้างสมัยนั้นตอบโจทย์ แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและบริบทใหม่ ทำให้เกิดการทับซ้อน จนนำไปสู่ปัญหาเรื่องรับจำนำข้าวที่ใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวสร้างระบบสถาบันภาครัฐที่เข้มแข็งสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
"โลกที่เราอยู่นี้ไม่เหมือนเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นสัจธรรมของชีวิตที่เป็นปกติธรรมดา แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับตัว โดยสิ่งสำคัญต้องยอมรับและมองโลกตามความเป็นจริง"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,160 วันที่ 26 - 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะอนุกรรมการเตรียมการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ และกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "โลกที่ไม่เหมือนเดิม" ว่า ภายใต้คำว่า "โลกที่ไม่เหมือนเดิม" หรือที่พูดกันอย่างขว้างกว้างในคำว่า "New Normal" โดยสรุปได้ 4 ส่วนสำคัญ 1.โลกที่ไม่เหมือนเดิม 2.แนวคิดต่อโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง 3.โอกาสและความท้าทายของภาคธุรกิจ และ 4.ภาครัฐกับการขับเคลื่อนประเทศในบริบทใหม่
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนั้น โลกมีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าในอดีต มีหลายเรื่องที่ไม่สามารถอ่านปลายทางว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งประเทศไทยในหลายปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวค่อนข้างต่ำ ปีนี้มีปัญหาภัยแล้งซ้ำเติม รวมถึงระยะข้างจะมี 4ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง คือ 1. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ปัจจุบันมีคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 3.4พันล้านคน จากเดิม 20 ปีก่อน คนทั่วโลกใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 1% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ไทยมีอัตราการซื้อของผ่านออนไลน์มากขึ้น ทำให้กรมสรรพากรมีความสนใจที่จะเข้ามาเก็บภาษีในเรื่องของอี-คอมเมิร์ซ 2.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ในอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรจะเพิ่มเป็น 8 พันล้านคนจาก 7 พันล้านคน
โดยประชากระที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเป็นกลุ่มคนที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น โดยมีประชากรอายุเกิน 65 ปีมากกว่า 20% เหมือนหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะเป็นภาระต่อภาคการคลังในระยะข้างหน้า และ3.ศูนย์กลางอำนาจทางเศรษฐกิจมีการโยกมาเกาะอยู่ที่ประเทศจีน อินเดีย และเอเชีย โดยเฉพาะระยะข้างหน้าจีนจะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ แม้ระยะสั้นเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัว และหากรวมเข้ากับอินเดียจะเห็นว่าปี 2573 ขนาดเศรษฐกิจรวมเป็น 1 ใน 4 ของโลก ส่งผลให้อำนาจซื้อจะอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมมีผลต่อตลาดการเงินให้มีความผันผวนที่ยากจะคาดเดา และจะอยู่กับประเทศไปอีกสักระยะหนึ่ง และ 4.กติกาที่มีหลายเรื่อง ซึ่งไทยจะต้องปรับให้เป็นสากลมากขึ้น เช่น กติกาควบคุมการบิน (ICAO) หรือกติกาการแก้ไขเรื่องประมง หรือ IUU ที่ไทยกำลังแก้ไขอยู่
สำหรับปัจจัยที่ 3 โลกที่ไม่หยุดนิ่งนั้น จะเห็นการปรับตัวในระดับบุคคล องค์กร ประเทศ และโลก ซึ่งหากย้อนดูภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การใช้แรงงานคน พัฒนาไปสู่เครื่องจักร การใช้ไฟฟ้า และในอนาคตจะเห็นหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนคน ซึ่งนำไปสู่ปัจจัยที่ 3 การเปลี่ยนแปลงมีทั้งโอกาสและความท้าทาย หากดูในเรื่องของโอกาส จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมามีเสถียรภาพและแข็งแรงขึ้นหลังจากเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ซึ่งสามารถช่วยลดการเสียดทานการเปลี่ยนแปลงได้ และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เป็นการปรับตัวสู่รูปแบบใหม่ ด้านความท้าทายนั้น จะเป็นเรื่องของการทำธุรกิจที่จะต้องรู้เขารู้เรา หรือการอ่านความต้องการผู้บริโภคให้ออก หรืออะไรเป็นความเสี่ยง อะไรที่เป็นช่องว่าจะต้องปิด และต้องแม่นยำข้อมูล ที่สำคัญคือ ผู้นำจะต้องมีมุมมองที่เปิดกว้าง และต้องมีความสามารถมากพอที่จะพาก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ปัจจัยที่ 4 ภาครัฐกับการขับเคลื่อนประเทศในบริบทใหม่ โดยในบทวิจัยของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เสนอการปรับตัวของภาครัฐ 3 มิติ คือ 1.ปรับทิศทางให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้น แม้ที่ผ่านมามีการกระจายอำนาจแต่การตัดสินใจยังรวมศูนย์เกิดปัญหาคอขวด จึงเสมือนการตัดเสื้อเพียง 1 ตัว แต่รองรับประชาชนทั้งหมด สะท้อนไปยังอัตราการพัฒนาเขตเมืองทีอยู่ในอัตราต่ำประมาณ 30% และในจำนวนดังกล่าวประมาณ 80% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และอัตราการพัฒนาเขตเมืองใกล้เคียงประเทศกัมพูชา ลาว เวียดนาม ทั้งที่ไทยเปิดประเทศก่อน แต่มาเลเซียอยู่ในอัตรา 70% และญี่ปุ่น 90% จึงต้องมีการกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วม
มิติ 2.ปรับกลยุทธ์ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม และมาใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของภาคเอกชน เช่น การร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน หรือ PPP โดยเฉพาะในด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะประเทศไทยมีโครงการร่วมน้อยมาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีประมาณ 15% และช่วยลดภาระด้านงบประมาณได้ด้วย
และมิติ 3.ปรับบทบาทให้สอดคล้องกับบทบาทใหม่ โดยเปลี่ยนบทบาทควบคุม/กำกับเป็นการสนับสนุน รวมทั้งการปล่อยให้กลไกตลาดเสรี โดยภาครัฐอาจจะต้องทบทวนกฎระเบียบกฎหมายที่มีอยู่ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน ไม่เป็นอุปสรรคกับผู้เกี่ยวข้อง เพราะปัจจุบันไทยมีกฎระเบียบต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 1 แสนฉบับ และใบอนุญาตกว่า 1.5 พันใบ ซึ่งกฎระเบียบต่างๆ ที่มีมากเกินความพอดี อาจมีต้นทุนสูงถึง 10-20% ของจีดีพี ตลอดจนบาทบาทรัฐต้องทำควรแบ่งแยกให้ชัดเจน เพราะต้นตอของปัญหา คือ การแบ่งแยกหน้าที่และบทบาทไม่ชัดเจน ทับซ้อน ทำให้การทำหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องไม่เหมาะสม เช่น ธ.ก.ส.ที่ตั้งเมื่อปี 2500 โครงสร้างสมัยนั้นตอบโจทย์ แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและบริบทใหม่ ทำให้เกิดการทับซ้อน จนนำไปสู่ปัญหาเรื่องรับจำนำข้าวที่ใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวสร้างระบบสถาบันภาครัฐที่เข้มแข็งสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
"โลกที่เราอยู่นี้ไม่เหมือนเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เป็นสัจธรรมของชีวิตที่เป็นปกติธรรมดา แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับตัว โดยสิ่งสำคัญต้องยอมรับและมองโลกตามความเป็นจริง"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,160 วันที่ 26 - 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






