
ราคาเหล็กเส้นยังพุ่งต่อเนื่อง เหตุจีนใช้สูงขึ้น เตือนอย่าเร่งสต๊อกส.ค.ราคาอาจร่วง
ราคาเหล็กเส้นยังมีโอกาสพุ่งต่อเนื่องอีก 3 เดือน ชี้ปัจจัยความต้องการใช้ในจีนสูงขึ้น รัฐบาลควบคุมการผลิต"ทาทา สตีล"เตือนผู้ใช้อย่างตื่นกระหนกเร่งสต็อก หลังส.ค.นี้ มีโอกาสราคาอาจลง เพราะเข้าสู่ฤดูฝน กำลังการผลิตจากโรงงานเหล็กจีนที่หยุดไปก่อนหน้านี้ ทยอยกลับมาผลิต
นายวันเลิศ การวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-การผลิต บริษัท ทาทา สตีล(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถานการณ์ราคาเหล็กเส้นว่า ขณะนี้ราคาเหล็กเส้นหน้าโรงงานในประเทศถือว่าปรับตัวค่อนข้างสูงอยู่ในระดับ 1.7-1.8 หมื่นบาทต่อตัน และคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับนี้หรือมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยต่อไปอีก 3 เดือน จากที่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 1.2-1.3 หมื่นล้านบาทตัน
ทั้งนี้ ราคาเหล็กที่ปรับตัวขึ้นดังกล่าว เป็นไปตามสถานการณ์ราคาเหล็กโลกที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นไป ที่มีปัจจัยต่อเนื่องมาจากภาวะถดถอยเศรษฐกิจของจีนก่อนหน้านี้ ทำให้มีการบริโภคเหล็กในประเทศลดลง จนทำให้กำลังการผลิตเหล็กในประเทศล้นเป็นจำนวนมาก เกินความต้องการกว่า 400 ล้านตัน เป็นผลให้ฉุดราคาเหล็กในประเทศตกต่ำ แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้ส่งออกก็ตาม จนผู้ผลิตเหล็ก 22 ราย ในจำนวน 33 ราย ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องประสบปัญหาขาดทุนในปีที่ผ่านมา และหากรวมบริษัทที่อยู่นอกตลาดอีกหรือคิดเป็น 80 % ของผู้ผลิตเหล็กในประเทศจีนทั้งหมดก็ตกอยู่ในภาวะขาดทุนด้วยจึงทำให้ช่วงที่ผ่านมามีการปิดโรงงานผลิตเหล็กในจีนไปเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ นับจากเดือนมีนาคมปีนี้เป็นต้นมา ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตของประเทศจีนขยับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศสูงขึ้น ประกอบกับรัฐบาลจีนมีนโยบายลดกำลังการผลิตที่มีมากเกินความต้องลง 100-150 ล้านตัน จากที่ปี2558 ผลิตอยู่ราว 800 ล้านตัน ได้ส่งผลให้ราคาเหล็กในจีนปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก จากเดือนมกราคมปีนี้เหล็กแท่งยาว ที่เป็นวัตถุดิบผลิตเหล็กเส้นอยู่ในระดับ 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จึงทำให้ราคาเหล็กต่างๆ ขยับขึ้นตาม
อย่างไรก็ตาม จากราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าว ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ใช้เหล็กเส้นในประเทศไทย เกิดความตระหนก และเร่งที่จะสั่งซื้อเหล็กเพื่อมาสต็อกไว้ เพราะเกรงว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จนเกิดกระแสว่าเกิดการขาดแคลนเหล็กเส้น ทั้งที่ความเป็นจริง เป็นความต้องการเทียมที่เกิดจากการเร่งสต็อกสินค้ามากกว่า ประกอบกับ ความต้องการเหล็กเส้นมีเพียง 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีกำลังการผลิตถึง 7-8 ล้านตันต่อปี ดังนั้น ในฐานะผู้ผลิตยืนยันได้ว่า การผลิตในประเทศจะไม่มีการขาดแคลนอย่างแน่นอน ประกอบกับเวลานี้ทางสมาคมผู้ผลิตเหล็กทั้ง 7 องค์กร ก็ได้ทำหนังสือถึงผู้แทนจำหน่ายทุกราย เพื่อเป็นการกำชับให้มีการส่งสินค้าให้ตรงเวลา เพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดการตื่นตระหนกกับกระแสข่าวเหล็กเส้นขาดแคลน
นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มของราคาเหล็กเส้น คาดว่าหลังจากเดือนสิงหาคมปีนี้ไปแล้ว ราคาเหล็กเส้นมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลง โดยมีปัจจัยมาจากผู้ผลิตเหล็กในจีนที่หยุดกิจการไป จะทยอยกลับมาผลิตเหล็กเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาขายสินค้าที่เป็นอยู่สามารถคุ้มกับต้นทุนการผลิต ซึ่งจะทำให้มีสินค้าเข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น ประกอบกับในช่วงดังกล่าวทั่วโลกเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ทำให้ความต้องการใช้เหล็กเส้นก่อสร้างลดลง อีกทั้งราคาเหล็กที่เกิดขึ้นเกิดในปัจจุบันไม่ใช่ราคาที่แท้จริง แต่เกิดจากการเก็งกำไร ที่ผู้ผลิตไปเสนอขายเหล็กให้กับลูกค้าต่างๆ แต่จะคัดเลือกหรือส่งมอบสินค้าให้กับผู้ที่ให้ราคาสูงเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อมีกำลังการผลิตจากโรงงานจีนเพิ่มขึ้นมา บวกกับปัจจัยความไม่เสถียรของการเก็งกำไร และการเข้าสู่ฤดูฝน จะทำให้ราคาเหล็กเส้นมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก ส่วนจะลงมาอยู่ในระดับไหนนั้น คงต้องดูตัวแปรอื่นๆ ว่าจะมีเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
ส่วนความต้องการใช้เหล็กในภาพรวมของประเทศปีนี้ น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 5 % จากที่ปีก่อนอยู่ในระดับ 16.75 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นมาเป็น 17.5 ล้านตัน ซึ่งปริมาณที่เพิ่มขึ้นมานี้ จะมาจากการผลิตในประเทศเป็นหลัก ขณะที่การนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศจะลดน้อยลง เนื่องจากภาครัฐได้มีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดีเหล็กออกมาปกป้องแล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,159 วันที่ 22 - 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
นายวันเลิศ การวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-การผลิต บริษัท ทาทา สตีล(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถานการณ์ราคาเหล็กเส้นว่า ขณะนี้ราคาเหล็กเส้นหน้าโรงงานในประเทศถือว่าปรับตัวค่อนข้างสูงอยู่ในระดับ 1.7-1.8 หมื่นบาทต่อตัน และคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับนี้หรือมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยต่อไปอีก 3 เดือน จากที่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับ 1.2-1.3 หมื่นล้านบาทตัน
ทั้งนี้ ราคาเหล็กที่ปรับตัวขึ้นดังกล่าว เป็นไปตามสถานการณ์ราคาเหล็กโลกที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นไป ที่มีปัจจัยต่อเนื่องมาจากภาวะถดถอยเศรษฐกิจของจีนก่อนหน้านี้ ทำให้มีการบริโภคเหล็กในประเทศลดลง จนทำให้กำลังการผลิตเหล็กในประเทศล้นเป็นจำนวนมาก เกินความต้องการกว่า 400 ล้านตัน เป็นผลให้ฉุดราคาเหล็กในประเทศตกต่ำ แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้ส่งออกก็ตาม จนผู้ผลิตเหล็ก 22 ราย ในจำนวน 33 ราย ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องประสบปัญหาขาดทุนในปีที่ผ่านมา และหากรวมบริษัทที่อยู่นอกตลาดอีกหรือคิดเป็น 80 % ของผู้ผลิตเหล็กในประเทศจีนทั้งหมดก็ตกอยู่ในภาวะขาดทุนด้วยจึงทำให้ช่วงที่ผ่านมามีการปิดโรงงานผลิตเหล็กในจีนไปเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ นับจากเดือนมีนาคมปีนี้เป็นต้นมา ดัชนีชี้วัดภาคการผลิตของประเทศจีนขยับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศสูงขึ้น ประกอบกับรัฐบาลจีนมีนโยบายลดกำลังการผลิตที่มีมากเกินความต้องลง 100-150 ล้านตัน จากที่ปี2558 ผลิตอยู่ราว 800 ล้านตัน ได้ส่งผลให้ราคาเหล็กในจีนปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก จากเดือนมกราคมปีนี้เหล็กแท่งยาว ที่เป็นวัตถุดิบผลิตเหล็กเส้นอยู่ในระดับ 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จึงทำให้ราคาเหล็กต่างๆ ขยับขึ้นตาม
อย่างไรก็ตาม จากราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าว ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ใช้เหล็กเส้นในประเทศไทย เกิดความตระหนก และเร่งที่จะสั่งซื้อเหล็กเพื่อมาสต็อกไว้ เพราะเกรงว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จนเกิดกระแสว่าเกิดการขาดแคลนเหล็กเส้น ทั้งที่ความเป็นจริง เป็นความต้องการเทียมที่เกิดจากการเร่งสต็อกสินค้ามากกว่า ประกอบกับ ความต้องการเหล็กเส้นมีเพียง 4 ล้านตันต่อปี ขณะที่มีกำลังการผลิตถึง 7-8 ล้านตันต่อปี ดังนั้น ในฐานะผู้ผลิตยืนยันได้ว่า การผลิตในประเทศจะไม่มีการขาดแคลนอย่างแน่นอน ประกอบกับเวลานี้ทางสมาคมผู้ผลิตเหล็กทั้ง 7 องค์กร ก็ได้ทำหนังสือถึงผู้แทนจำหน่ายทุกราย เพื่อเป็นการกำชับให้มีการส่งสินค้าให้ตรงเวลา เพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดการตื่นตระหนกกับกระแสข่าวเหล็กเส้นขาดแคลน
นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มของราคาเหล็กเส้น คาดว่าหลังจากเดือนสิงหาคมปีนี้ไปแล้ว ราคาเหล็กเส้นมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลง โดยมีปัจจัยมาจากผู้ผลิตเหล็กในจีนที่หยุดกิจการไป จะทยอยกลับมาผลิตเหล็กเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาขายสินค้าที่เป็นอยู่สามารถคุ้มกับต้นทุนการผลิต ซึ่งจะทำให้มีสินค้าเข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น ประกอบกับในช่วงดังกล่าวทั่วโลกเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ทำให้ความต้องการใช้เหล็กเส้นก่อสร้างลดลง อีกทั้งราคาเหล็กที่เกิดขึ้นเกิดในปัจจุบันไม่ใช่ราคาที่แท้จริง แต่เกิดจากการเก็งกำไร ที่ผู้ผลิตไปเสนอขายเหล็กให้กับลูกค้าต่างๆ แต่จะคัดเลือกหรือส่งมอบสินค้าให้กับผู้ที่ให้ราคาสูงเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อมีกำลังการผลิตจากโรงงานจีนเพิ่มขึ้นมา บวกกับปัจจัยความไม่เสถียรของการเก็งกำไร และการเข้าสู่ฤดูฝน จะทำให้ราคาเหล็กเส้นมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก ส่วนจะลงมาอยู่ในระดับไหนนั้น คงต้องดูตัวแปรอื่นๆ ว่าจะมีเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
ส่วนความต้องการใช้เหล็กในภาพรวมของประเทศปีนี้ น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 5 % จากที่ปีก่อนอยู่ในระดับ 16.75 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นมาเป็น 17.5 ล้านตัน ซึ่งปริมาณที่เพิ่มขึ้นมานี้ จะมาจากการผลิตในประเทศเป็นหลัก ขณะที่การนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศจะลดน้อยลง เนื่องจากภาครัฐได้มีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือเอดีเหล็กออกมาปกป้องแล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,159 วันที่ 22 - 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






