thansettakij
thansettakij
มั่นใจGDPทั้งปีไปถึง3-3.5%แน่ ชี้เศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนแม้ไร้มาตรการใหม่ๆ กระตุ้น

มั่นใจGDPทั้งปีไปถึง3-3.5%แน่ ชี้เศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนแม้ไร้มาตรการใหม่ๆ กระตุ้น

20 พ.ค. 59 | 05:00 น.
สภาพัฒน์ ฉายภาพมองเศรษฐกิจโลกยังหดตัวแต่เริ่มดีขึ้น ยอมรับหั่นเป้าจีดีพีสหรัฐฯ จาก 2.6% เหลือ 2.4% ขณะที่จีดีพีไทยโตสวนทางหลายประเทศ หลังขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ของปีก่อน พร้อมขยับเป้าให้ชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ไตรมาสแรก จีดีพีไทยขยายตัวได้แล้ว 3.2% จับตาเบิกจ่ายงบลงทุนหลังมีเงินค้างท่อรออีกไม่ต่ำกว่า 1.15 แสนล้าน หนุน จีดีพี โตตามกรอบ 3-3.5%

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 1/2559 และประมาณการแนวโน้มจีดีพีปี 2559 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2559 สามารถขยายตัวได้ที่ 3.2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2558 ที่ขยายตัว 2.8% ถือเป็นการขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาสหรือสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา โดยมั่นใจว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นและจะเข้ามาสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยหลายด้าน ส่วนตัวถือเป็นสัญญาณที่ดี

สำหรับการขยายตัวของจีดีพีไตรมาสแรกของไทย มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหากมองถึงอัตราการขยายตัวเมื่อเทียบกับของต่างประเทศ กลับพบว่าหลายประเทศมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะชะลอตัวจากไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนขณะที่ไทยมีแนวโน้มที่ไทยกลับขยายตัวสวนทาง คือ จีดีพีปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ของปี 2558 โดยเฉพาะจีดีพี ในกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ไตรมาสแรกอัตราการขยายตัวปรับต่ำสุดในรอบ 8 ไตรมาสเช่นเดียวกับจีนที่ จีดีพี ไตรมาสแรกแรกต่ำที่สุดในรอบ 6-7 ปี

ทั้งนี้ สภาพัฒน์ ได้ปรับประมาณการทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานที่เป็นจริงมากขึ้น เนื่องจากเริ่มมองภาพเศรษฐกิจโลกมีชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทางสภาพัฒน์ ได้มีการปรับปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดย โดยได้ปรับด้านภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ขยายตัวลดลงจากเดิมเล็กน้อยจาก 3.3% เป็น 3.2% อันดับต่อมาคือ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา โดยได้ปรับลดลงจาก 2.6% เป็น 2.4% อย่างไรก็ดีเริ่มเห็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนมากขึ้นจากเดิมที่ยังคงผันผวนสูงขณะที่เศรษฐกิจจากประเทศจีนเดิมมองว่ามีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะวิกฤติแต่ขณะนี้ได้เริ่มเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายมากขึ้น ดังนั้นภาวะวิกฤติที่กังวลว่าจะเกิดขึ้นก็ไม่น่าจะมีผลเรียกว่าในช่วงไตรมาส 2 ไปจนถึงสิ้นปีและมีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจโลกจะค่อย ๆ ผ่อนคลายอย่างช้าๆ

นอกจากนี้เรายังให้น้ำหนักไปที่อัตราแลกเปลี่ยนโดยจากเดิมอยู่ที่ 35.5-3.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯแต่ต้องยอมรับว่าค่าเงินบาทยังคงมีแรงกดดันไปในทิศทางค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นได้อีก ปัจจัยเหล่านี้จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (fed) ยังไม่ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นมีโอกาสสูงที่การส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันจากอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้แนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือยังมีทิศทางและโอกาสที่จะกล้าที่จะกลับมาปรับขึ้น แต่ยังไม่ถือว่าหนักกังวลมากนักเนื่องจากมองว่า จากนี้ต่อไปปริมาณการผลิตน้ำมันเพราะในกลุ่มโอเปกน่าจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น เบื้องต้นได้มีการประเมินราคาเฉลี่ยโดยอิงกับราคาน้ำมันดิบดูไบน่าจะมีแนวโน้มอยู่ที่ 32-42 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ขยับขึ้นเป็น 35-45 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลแทน ส่วนภาคการก่อสร้าง ถือเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ระดับ 11.2% ส่วนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราการว่าง งานยังต่ำกว่า 1% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย ติดลบ 0.5% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 5.85 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.6% ของจีดีพี

"เรามองภาพเศรษฐกิจไทยว่าจะเดินไปทางไหน ขยายตัวได้อย่างไรได้ชัดเจนขึ้น จึงได้ปรับช่วงประมาณการเศรษฐกิจในปี 2559 ให้แคบลง คาดว่าทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 3–3.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 2.8–3.8% เนื่องจากโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เกิน 3.5% เนื่องจากข้อจำกัดของเศรษฐกิจโลกต่อภาคการส่งออกที่มีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3% ก็มีน้อยมาก เพราะไตรมาส 1/2559 สามารถขยายตัวได้เกิน 3% และยังมีปัจจัยบวกมาสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่เหลือของปี รวมถึงแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของการผลิตภาคเกษตรในช่วงครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการสิ้นสุดของปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ทำให้ปริมาณน้ำฝนเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมส่งผลดีต่อภาคการเกษตร"นายปรเมธีกล่าวและว่า

สำหรับพระเอกที่จะเข้ามาทำให้จีดีพีไทยปีนี้ขยายตัวได้เป็นไปตามกรอบซึ่งทางสภาพัฒน์ ยังคงให้น้ำหนักไปที่ภาคการท่องเที่ยว โดยได้ปรับประมาณการยอดนักท่องเที่ยวสะสมไม่ต่ำกว่า 33 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 32.5 ล้านคน ซึ่งหากดูยอดนักท่องเที่ยวเฉพาะไตรมาสที่ 1 พบว่า มียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศสูงถึง 9 ล้านคนและได้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 15.5% ส่งผลต่อเนื่องทำให้ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวตาม หากมองในแง่ของรายได้พบว่ามีเม็ดเงินขยายตัวสูงถึง 21.7% ส่งผลต่อยอดเข้าจองที่ห้องพักปรับตัวสูงขึ้นถึง 10% และมีค่าเฉลี่ยการเข้าพักมากกว่า 70% ของจำนวนห้องที่มีอยู่ในระบบ

นายปรเมธี กล่าวมั่นใจว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกจะมีแรงส่งต่อเนื่องไปอีก 3 ไตรมาสที่เหลือ จึงมีโอกาสสูงที่จีดีพีในไตรมาสต่อๆ ไปจะขยายตัวสูงกว่า 3.2% ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเป็นไปตามเป้า คือ 3-3.5% แม้จะไม่มีมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เข้าสู่ระบบ โดยไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยได้รับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นที่เริ่มมีผลมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 และที่มีผลอย่างมากคือ การเร่งรัดเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐตลอดจนมาตรการกระตุ้นการเบิกจ่าย-ใช้จ่าย ภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมได้ถึง 10 มาตรการด้วยกันและมีวงเงินรวมมากกว่า 6 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบแล้ว 2 แสนล้านบาท

"หากมองไตรมาสแรกของปีปฏิทิน พบว่าออกมาแล้วสำหรับ 4 มาตรการ ประเมินเป็นเม็ดเงินที่สามารถเบิกจ่ายช่วงไตรมาสที่ 1 สามารถอัดเงินเข้าสู่ระบบแล้วคิดเป็น 1.4 แสนล้านบาท คาดว่า 3 ไตรมาสที่เหลือจะมีเม็ดเงินจาก 6 มาตรการ ไม่ต่ำกว่า 1.15 แสนล้านบาท ดังนั้นเศรษฐกิจในปี 2559 ที่จะขยายได้ตามประมาณการได้หรือไม่ สิ่งสำคัญ คือ ต้องให้น้ำหนักไปที่การเบิกจ่ายงบประมาณและการดำเนินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้เป็นไปตามกรอบการเร่งรัดเบิกจ่าย รองลงมาคือการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน ให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเศรษฐกิจโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,158 วันที่ 19 - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline