
ปรับโครงสร้างอ้อยยังวุ่น โรงงานนํ้าตาลค้านชาวไร่ขอแบ่งรายได้ทุกเม็ดไม่ยุติธรรม
สอน.ยันแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเสร็จพ.ค.นี้ พร้อมนำเสนอครม.เห็นชอบ หวังแก้ปัญหาลดภาระรัฐบาลในการกู้ปีละ 1.6 หมื่นล้านบาทช่วยต้นทุนผลิตอ้อย โดยจะนำรายได้จากการขายน้ำอ้อย เอทานอล ไฟฟ้า กากอ้อย กากน้ำตาล มาแบ่งให้ชาวไร่ ขณะที่โรงงานน้ำตาลออกโรงคัดค้าน เป็นการไม่ยุติธรรม เพราะชาวไร่ไม่ได้ร่วมลงทุน และไม่มีรายได้เหลือจากการขายไฟฟ้า
นายสมศักดิ์ จันทรรวงทอง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ทางสอน.อยู่ระหว่างแก้ไขการจัดทำแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบใหม่ หลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า แผนดังกล่าวยังไม่มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับประเทศได้
ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมรับความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องไปหลายครั้งแล้ว และมีความเห็นออกมาตรงกันว่าจะต้องดำเนินการปรับแก้กฎหมาย พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 รวมทั้งกฎหมายและระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมการนำน้ำอ้อยไปผลิตเอทานอลและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ เช่น ไบโอพลาสติก ไบโอเคมี นอกเหนือจากการผลิตเป็นน้ำตาลเพียงอย่างเดียว รวมทั้ง การเปิดให้ตั้งโรงงานหีบอ้อยได้ แต่ไม่มีการผลิตเป็นน้ำตาลทราย เพื่อที่จะนำน้ำอ้อยไปผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ จากปัจจุบันที่กฎหมายยังไม่เอื้อให้ตั้งโรงงานได้อย่างเสรีพร้อมทั้ง ให้นำผลพลอยได้จากการการหีบอ้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเอทานอล ไฟฟ้า และอื่นๆต้องนำมาแบ่งให้กับชาวไร่อ้อยด้วย เพื่อให้ชาวไร่อ้อยจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากรายได้ที่มาจากอ้อยเท่านั้น ซึ่งจะช่วยลดภาระในการกู้เงินมาอุดหนุนต้นทุนการเพาะปลูกอ้อย ที่มีการเรียกร้องจากชาวไร่อ้อย ซึ่งในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมาได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ในอัตราตันละ 160 บาท คิดเป็นวงเงิน 1.695 หมื่นล้านบาท และในปีนี้ ก็ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในอัตราที่ใกล้เคียงกันอีก หากยังปล่อยในลักษณะนี้ต่อไป จะทำให้รัฐบาลมีหนี้สะสมเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดต้นทุนการผลิตลง ไม่ต้องมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือต้นทุนการผลิตทุกปีโดยแนวทางการจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่นั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และหลังจากนั้น จะเสนอให้ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณา เพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ปรับแก้กฎหมายต่อไป
นายอิสระ ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการ บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่นั้น ยังมีความวุ่นวายอยู่ ที่ยังไม่สามารถเห็นชอบไปในแนวทางเดียวกันได้ทั้งหมด เนื่องจากทางชาวไร่ต้องการผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นผลพลอยได้จากอ้อยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเอทานอล ไฟฟ้า กากอ้อย กากน้ำตาล อื่นๆ เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ที่จำหน่ายได้มาแบ่งให้ ซึ่งโรงงานน้ำตาลเห็นว่าไม่มีความยุติธรรมเกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาก็ได้ส่งหนังสือคัดค้านไปแล้ว เพราะการหารือในหลายๆ ครั้ง เหมือนเป็นการมัดมือชก และเร่งสรุปที่จะยืนตามที่ชาวไร่เสนอ ซึ่งเป็นการไม่แฟร์กับโรงงานน้ำตาล
ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางชาวไร่อ้อยไม่ได้มาร่วมลงทุนกับทางโรงงานน้ำตาลทรายด้วย และทางโรงงานน้ำตาลก็ไม่ได้มีกำไรเสนอไป อย่างโรงงานน้ำตาลของบริษัทเองปีที่แล้วก็ประสบปัญหาขาดทุน นำรายได้มาแบ่งทุกอย่างทางโรงงานก็จะไปไม่รอดเช่นกัน หรืออย่างกรณี การนำกากอ้อยไปผลิตเป็นไฟฟ้า ซึ่งบางแห่งก็ไม่ได้มีการจำหน่ายขายเข้าระบบ ผลิตเพื่อใช้ในโรงงานน้ำตาลเอง หากมีการคำนวณขายกากอ้อยเอาไปทำเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และมาแบ่งให้ชาวไร่ด้วยนั้น คงไม่ถูกต้อง
ขณะที่การนำน้ำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้นั้น ทางโรงงานน้ำตาลเห็นด้วย เพราะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวไร่ในอีกส่วนหนึ่งได้ ขณะที่การแบ่งรายได้จากการผลิตเอทานอลนั้น ส่วนหนึ่งทางโรงงานก็พอจะรับฟังเหตุผลได้ แต่หากเป็นโรงงานน้ำตาลขนาดเล็กไม่มีการลงทุนในส่วนนี้ จะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้คงต้องมีการหารือกันอีกเป็นระยะๆ กว่าจะได้ข้อยุติ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,156 วันที่ 12 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
นายสมศักดิ์ จันทรรวงทอง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้ทางสอน.อยู่ระหว่างแก้ไขการจัดทำแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบใหม่ หลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า แผนดังกล่าวยังไม่มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับประเทศได้
ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมรับความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องไปหลายครั้งแล้ว และมีความเห็นออกมาตรงกันว่าจะต้องดำเนินการปรับแก้กฎหมาย พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 รวมทั้งกฎหมายและระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมการนำน้ำอ้อยไปผลิตเอทานอลและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ เช่น ไบโอพลาสติก ไบโอเคมี นอกเหนือจากการผลิตเป็นน้ำตาลเพียงอย่างเดียว รวมทั้ง การเปิดให้ตั้งโรงงานหีบอ้อยได้ แต่ไม่มีการผลิตเป็นน้ำตาลทราย เพื่อที่จะนำน้ำอ้อยไปผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ จากปัจจุบันที่กฎหมายยังไม่เอื้อให้ตั้งโรงงานได้อย่างเสรีพร้อมทั้ง ให้นำผลพลอยได้จากการการหีบอ้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเอทานอล ไฟฟ้า และอื่นๆต้องนำมาแบ่งให้กับชาวไร่อ้อยด้วย เพื่อให้ชาวไร่อ้อยจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากรายได้ที่มาจากอ้อยเท่านั้น ซึ่งจะช่วยลดภาระในการกู้เงินมาอุดหนุนต้นทุนการเพาะปลูกอ้อย ที่มีการเรียกร้องจากชาวไร่อ้อย ซึ่งในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมาได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ในอัตราตันละ 160 บาท คิดเป็นวงเงิน 1.695 หมื่นล้านบาท และในปีนี้ ก็ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในอัตราที่ใกล้เคียงกันอีก หากยังปล่อยในลักษณะนี้ต่อไป จะทำให้รัฐบาลมีหนี้สะสมเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดต้นทุนการผลิตลง ไม่ต้องมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือต้นทุนการผลิตทุกปีโดยแนวทางการจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่นั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และหลังจากนั้น จะเสนอให้ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณา เพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ปรับแก้กฎหมายต่อไป
นายอิสระ ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการ บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่นั้น ยังมีความวุ่นวายอยู่ ที่ยังไม่สามารถเห็นชอบไปในแนวทางเดียวกันได้ทั้งหมด เนื่องจากทางชาวไร่ต้องการผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นผลพลอยได้จากอ้อยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเอทานอล ไฟฟ้า กากอ้อย กากน้ำตาล อื่นๆ เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ที่จำหน่ายได้มาแบ่งให้ ซึ่งโรงงานน้ำตาลเห็นว่าไม่มีความยุติธรรมเกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาก็ได้ส่งหนังสือคัดค้านไปแล้ว เพราะการหารือในหลายๆ ครั้ง เหมือนเป็นการมัดมือชก และเร่งสรุปที่จะยืนตามที่ชาวไร่เสนอ ซึ่งเป็นการไม่แฟร์กับโรงงานน้ำตาล
ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางชาวไร่อ้อยไม่ได้มาร่วมลงทุนกับทางโรงงานน้ำตาลทรายด้วย และทางโรงงานน้ำตาลก็ไม่ได้มีกำไรเสนอไป อย่างโรงงานน้ำตาลของบริษัทเองปีที่แล้วก็ประสบปัญหาขาดทุน นำรายได้มาแบ่งทุกอย่างทางโรงงานก็จะไปไม่รอดเช่นกัน หรืออย่างกรณี การนำกากอ้อยไปผลิตเป็นไฟฟ้า ซึ่งบางแห่งก็ไม่ได้มีการจำหน่ายขายเข้าระบบ ผลิตเพื่อใช้ในโรงงานน้ำตาลเอง หากมีการคำนวณขายกากอ้อยเอาไปทำเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และมาแบ่งให้ชาวไร่ด้วยนั้น คงไม่ถูกต้อง
ขณะที่การนำน้ำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้นั้น ทางโรงงานน้ำตาลเห็นด้วย เพราะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวไร่ในอีกส่วนหนึ่งได้ ขณะที่การแบ่งรายได้จากการผลิตเอทานอลนั้น ส่วนหนึ่งทางโรงงานก็พอจะรับฟังเหตุผลได้ แต่หากเป็นโรงงานน้ำตาลขนาดเล็กไม่มีการลงทุนในส่วนนี้ จะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้คงต้องมีการหารือกันอีกเป็นระยะๆ กว่าจะได้ข้อยุติ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,156 วันที่ 12 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






