
ธุรกิจบริการคุณแม่ 'อยู่ไฟ' กำลัง 'บูม' ในตลาดจีน
"สนนราคาค่าบริการเริ่มต้นที่ 5 หมื่นหยวน สำหรับแพ็คเกจบริการระดับVIP มีให้คุณเลือกตั้งแต่ 1 แสนหยวน ไปจนถึงหลายแสนหยวน แถมโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ที่ตัดสินใจจองล่วงหน้า" เป็นคำโฆษณาที่น่าเย้ายวนให้ 'ผู้เล่น' ก้าวเข้าสู่สนามธุรกิจบริการดูแลแม่และเด็กทารกในจีน
[caption id="attachment_52344" align="aligncenter" width="500"]
ศูนย์บริการดูแลแม่และเด็กทารก[/caption]
หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ผ่อนคลายนโยบายการควบคุมจำนวนประชากรให้ครอบครัวชาวจีนสามารถมี "ลูกคนที่2" ได้ ส่งผลให้ประชากรวัยเด็กของจีนเริ่มมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะปี 2559 นี้ คาดว่าจะมีอัตราการเกิดสูง ด้วยความเชื่อของครอบครัวชาวจีนที่นิยมมีลูก(ปีระกาและคลอด)ในปีวอก เพราะเชื่อว่าลูกที่เกิดปีวอกจะมีปฏิภาณไหวพริบและเฉลียวฉลาดเหมือน 'ลิง' นั่นเอง กอปรกับหญิงชาวจีนยังคงสืบทอดวิถีการ 'อยู่ไฟ' หลังคลอดประมาณ 28- 40 วัน ซึ่งต้องการการดูแลจากผู้ที่มีประสบการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจบริการสำหรับแม่และเด็กในรูปของ 'ศูนย์บริการดูแลแม่และเด็กทารก' (Maternity & Infant Care Center)ที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากของตลาดจีนในปัจจุบัน
ความจริง ศูนย์บริการในลักษณะดังกล่าวมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากชาวไต้หวันมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่เพิ่งเข้าสู่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อไม่กี่ปีก่อน นับวันยิ่งได้รับความนิยมจากหญิงชาวจีนเพิ่มมากขึ้น หลายครอบครัวยอม "ควักเงินก้อนโต" เพื่อแลกกับความสะดวกสบายและความไว้วางใจในการเข้ารับบริการของศูนย์บริการดังกล่าว
แถมคุณแม่มือใหม่หลายรายเห็นว่า การมา 'อยู่ไฟ' สมัยใหม่ที่ศูนย์บริการ(แทนที่จะอยู่ที่บ้าน) เป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาและความเห็นที่ไม่ลงรอยระหว่าง 'แม่ผัวกับลูกสะใภ้' และเพิ่มความสะดวกสบายของคนในบ้านด้วย
ศูนย์บริการเหล่านี้ใช้ 'ความเป็นมืออาชีพ' และ 'ได้มาตรฐาน' มาเป็นจุดขาย ใช้การโฆษณาว่า ศูนย์บริการมีทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้บริการอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปมีอยู่ 2 โมเดล คือ เป็นการดูแลของ (1) ทีมแพทย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก และ (2) ทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรวิชาชีพ (หรือพี่เลี้ยงวุฒิบัตร)
การวางแผนการให้บริการแบบ Executive ด้วยการตรวจสุขภาพร่างกายของคุณแม่และทารก การมีนักโภชนาการคอยกำกับดูแลเรื่องอาหารเพื่อให้คุณแม่และเด็กได้รับปริมาณสารอาหารที่ครบถ้วนและควบคุมปริมาณพลังงานไม่ให้มากจนเกินไป การมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยดูแลเรื่องการฟื้นฟูสรีระและความสวยความงามของคุณแม่หลังคลอด การเปิดคลาสฝึกอบรมการปฏิบัติตัวและการดูแลลูกน้อยสำหรับคุณแม่มือใหม่
ธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตได้ดีในตลาดหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง (1st and 2nd tier city) ที่ครอบครัวผู้บริโภคมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง และยอมจ่ายเงินเพื่อเข้ารับบริการดังกล่าว นางซ่ง ถิงถิง พนักงานรายหนึ่งในศูนย์บริการในกรุงปักกิ่ง ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละสัปดาห์มีลูกค้าเข้ามาดูห้อง 20-30 ราย ลักษณะห้องพักมีอยู่หลายรูปแบบ ราคาห้องพัก ตำแหน่งของห้อง ทิศทางของแสง และขนาดของห้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าคำนึงถึงเป็นหลัก ลูกค้าต้องทำการจองล่วงหน้า เพราะจำนวนห้องพักมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ความท้าทาย ของการบุกเบิก 'ธุรกิจบริการดูแลแม่และเด็กทารก' ในตลาดจีน (ซึ่งผู้เขียนขอไม่พูดถึงปัจจัยพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ทำเลที่ตั้ง และความหรูหราของสถานที่) พบว่า 'ต้นทุนการบริหารจัดการและการสรรหาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมทีม' เป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดราคาค่าใช้จ่ายของตัวธุรกิจ แพ็คเกจสินค้าบริการที่คล้ายคลึงกัน แต่ราคากลับต่างกันตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนหยวน!!
การที่ตลาดลูกค้ามีความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจจึงเป็น 'ผู้เล่น' ที่สามารถกำหนดราคาได้เพื่อเป็นการบ่งบอกคุณภาพและคุณค่าของสินค้าบริการ แถมยังเป็นตัวช่วยกำหนดความรู้สึกรับรู้ของลูกค้าที่มีต่อสินค้าบริการด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ธุรกิจต้องคำนึงถึง คือ ระดับความเจริญของเมือง ระดับรายได้ของชาวเมือง และระดับความเชี่ยวชาญของบุคลากร
ธุรกิจบริการดูแลแม่และเด็กทารกในจีนยังต้องแข่งขันกับ 'เยว่ ส่าว' หรือพี่เลี้ยง(รุ่นเก่า)ที่ยังมีบทบาทในสังคมจีนปัจจุบัน พวกนี้ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ หางานจากการแนะนำ 'ปากต่อปาก' พวกเขาจะอยู่กินที่บ้านและอาศัยประสบการณ์ตรง(รุ่นโบราณ)ในการดูแลคุณแม่และเด็ก สนนราคาตั้งแต่ 5-6 พันหยวนไปจนถึง 2-3 หมื่นหยวนสำหรับคนที่ได้สมญาว่า 'เยว่ ส่าว เหรียญทอง'
อีกพวกหนึ่งจะการันตีความเป็นมืออาชีพด้วย 'ใบรับรองนักดูแลแม่และเด็กขั้นสูง' ที่พวกเขาสมัครเข้าฝึกอบรม (ค่าฝึกอบรม 1.8 พันหยวน) ในหลักสูตรรวบรัดเพียง 7-10 วัน โดยไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมขั้นทั่วไปและขั้นกลาง หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือการเอาเงินซื้อใบรับรองมา เพราะว่าระเบียบจีนว่าด้วย "มาตรฐานคุณภาพการบริการงานบ้านด้านการดูแลแม่และเด็กทารก" ฉบับล่าสุดที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ได้เปิดช่องสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพดูแลแม่และเด็กทารกว่าเป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 18-50 ปี และมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำระดับมัธยมต้น
สุดท้าย คือ การก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นในสนามธุรกิจบริการในจีน 'การพัฒนาแบรนด์' เป็นสิ่งที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาดังคำพูดที่ว่า 'กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว' แต่ผลลัพธ์ของการสร้างแบรนด์ส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว การสร้างเอกลักษณ์ให้เป็นที่จดจำของลูกค้าด้านมาตรฐานคุณภาพและการบริการจะนำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์
หลากธุรกิจรับทรัพย์รับยุคเบบี้บูม
ด้านหนังสือพิมพ์โมเดิร์น ไลฟ์ของจีนรายงานว่า ความตื่นตัวเกี่ยวกับนโยบาย "ลูกคนที่2 " ทำให้คาดหมายว่า ช่วง 2 ปีนี้จะเป็น "โอกาสทอง" ของธุรกิจโรงพยาบาลกับบริการฝากครรภ์และการคลอดบุตร
ทั้งนี้ เมื่อปลายตุลาคม 2558 รัฐบาลจีนได้ประกาศยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวที่ใช้มาตลอด 35 ปีที่ผ่านมา โดยผ่อนคลายความเข้มงวดให้ครอบครัวชาวจีนสามารถมีบุตรได้ 2 คน เพื่อมุ่งหวังแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างประชากรจีนในระยะยาว ปฏิกิริยาตอบรับนับว่าเป็นไปในเชิงบวก ยกตัวอย่างที่นครหนานหนิง หลังการบังคับใช้นโยบายลูกคนที่2 พบว่ามีจำนวนสตรีในวัยพร้อมมีบุตรเข้ามาสอบถามที่โรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก โดยมากกว่า 30% ต้องการมีบุตรคนที่ 2 และส่วนใหญ่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
นางเจี่ยง ลี่ รองหัวหน้าแผนกนารีเวช โรงพยาบาลเพื่อแม่และเด็กกว่างซี ให้ข้อมูลว่า แต่ละวันมีผู้ที่เข้ามาสอบถามเรื่องบุตรคนที่ 2 มากกว่าครึ่งของจำนวนลูกค้าทั้งหมด และมีผู้ที่ตรวจสุขภาพก่อนการมีบุตรคนที่ 2 วันละ 30-40 ราย ทั้งนี้ คาดหมายว่า ช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเป็นช่วงพีค (Peak) ของการคลอดบุตรหลังจากที่มีการผ่อนคลายนโยบายการมีบุตรคนที่ 2
โรงพยาบาลหลายแห่งมีการเตรียมความพร้อมในการชิง "เค้ก" ก้อนนี้อย่างเต็มที่ โรงพยาบาลบางแห่งมีการปฏิรูปโครงสร้างใหม่ มีการเปิดศูนย์สูติ-นารีเวชเพื่อให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ มีการเปิดศูนย์ตรวจสุขภาพสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตรคนที่ 2 การขยายพื้นที่ให้บริการแผนกสูติเวช มีการเพิ่มโปรโมชั่นการบริการหลายรูปแบบสำหรับแม่และเด็ก เช่น อาหารเช้าสำหรับคุณแม่ฟรี บริการรถพยาบาลเพื่อไปรับคุณแม่ที่พร้อมคลอดฟรี
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ สตรีที่ประสงค์จะมีบุตร(คนที่2)มีช่วงอายุค่อนข้างมากซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคทางนรีเวช อาทิ เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก จึงเป็นอีกช่องทางของโรงพยาบาลในการพัฒนาแผนกตรวจสุขภาพและบริการสำหรับสตรี(สูงวัย)ที่ประสงค์อยากมีบุตร(คนที่ 2 )ด้วย
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) เห็นว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจโรงพยาบาล(ไทย)ในการ "ก้าวออกมา" ลงทุนบุกเบิกตลาดจีน ซึ่งปัจจุบัน จีนเริ่มมีการเปิดเสรีสำหรับภาคธุรกิจโรงพยาบาลสำหรับนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาร่วมทุนได้แล้ว (ทุนต่างชาติ 100% ทำได้ในบางมณฑลเท่านั้น) เนื่องจากจำนวนโรงพยาบาลที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับและตอบสนองต่อจำนวนประชากรได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่มุ่งเน้นการบริการเหนือระดับ
แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรเด็ก ยังจะช่วยกระตุ้นให้ครอบครัวชาวจีนมีความต้องการใช้อุปกรณ์และสิ่งของจำเป็นสำหรับแม่และเด็กเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นโอกาสหนึ่งของผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาลู่ทางในการขยายธุรกิจในจีน อาทิ อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม การศึกษา และการบริการสันทนาการ เช่น สปาสำหรับแม่และเด็ก เป็นต้น
เกร็ดความรู้
ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ ชี้ว่า นโยบายลูกคนที่ 2 ของจีนจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรใหม่จำนวน 3-8 ล้านคน ช่วงพีคของการคลอดบุตรจะอยู่ในปีพ.ศ. 2560 และในช่วง 2-3 ปีแรกของการดำเนินนโยบายลูกคนที่ 2 อัตราการเกิดจะพุ่งสูงขึ้นในวงจำกัด แต่อัตราการเกิดคงไม่เทียบเท่าช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ คาดหมายว่า ระหว่างปี 2557- 2567 จำนวนผู้ใหญ่วัยเจริญพันธุ์ที่มีช่วงอายุ 23-28 ปีจะลดลงจาก 73.87 ล้านคนเหลือ 41.16 ล้านคน
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องทางการค้า-การลงทุน และความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนได้ที่เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) www.thaibizchina.com และช่องทางใหม่เฟสบุ๊ค www.facebook.com/thaibizchina
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,156 วันที่ 12 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_52344" align="aligncenter" width="500"]
หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ผ่อนคลายนโยบายการควบคุมจำนวนประชากรให้ครอบครัวชาวจีนสามารถมี "ลูกคนที่2" ได้ ส่งผลให้ประชากรวัยเด็กของจีนเริ่มมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะปี 2559 นี้ คาดว่าจะมีอัตราการเกิดสูง ด้วยความเชื่อของครอบครัวชาวจีนที่นิยมมีลูก(ปีระกาและคลอด)ในปีวอก เพราะเชื่อว่าลูกที่เกิดปีวอกจะมีปฏิภาณไหวพริบและเฉลียวฉลาดเหมือน 'ลิง' นั่นเอง กอปรกับหญิงชาวจีนยังคงสืบทอดวิถีการ 'อยู่ไฟ' หลังคลอดประมาณ 28- 40 วัน ซึ่งต้องการการดูแลจากผู้ที่มีประสบการณ์อย่างใกล้ชิด
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจบริการสำหรับแม่และเด็กในรูปของ 'ศูนย์บริการดูแลแม่และเด็กทารก' (Maternity & Infant Care Center)ที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากของตลาดจีนในปัจจุบัน
ความจริง ศูนย์บริการในลักษณะดังกล่าวมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากชาวไต้หวันมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่เพิ่งเข้าสู่ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อไม่กี่ปีก่อน นับวันยิ่งได้รับความนิยมจากหญิงชาวจีนเพิ่มมากขึ้น หลายครอบครัวยอม "ควักเงินก้อนโต" เพื่อแลกกับความสะดวกสบายและความไว้วางใจในการเข้ารับบริการของศูนย์บริการดังกล่าว
แถมคุณแม่มือใหม่หลายรายเห็นว่า การมา 'อยู่ไฟ' สมัยใหม่ที่ศูนย์บริการ(แทนที่จะอยู่ที่บ้าน) เป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาและความเห็นที่ไม่ลงรอยระหว่าง 'แม่ผัวกับลูกสะใภ้' และเพิ่มความสะดวกสบายของคนในบ้านด้วย
ศูนย์บริการเหล่านี้ใช้ 'ความเป็นมืออาชีพ' และ 'ได้มาตรฐาน' มาเป็นจุดขาย ใช้การโฆษณาว่า ศูนย์บริการมีทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้บริการอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไปมีอยู่ 2 โมเดล คือ เป็นการดูแลของ (1) ทีมแพทย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก และ (2) ทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรวิชาชีพ (หรือพี่เลี้ยงวุฒิบัตร)
การวางแผนการให้บริการแบบ Executive ด้วยการตรวจสุขภาพร่างกายของคุณแม่และทารก การมีนักโภชนาการคอยกำกับดูแลเรื่องอาหารเพื่อให้คุณแม่และเด็กได้รับปริมาณสารอาหารที่ครบถ้วนและควบคุมปริมาณพลังงานไม่ให้มากจนเกินไป การมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยดูแลเรื่องการฟื้นฟูสรีระและความสวยความงามของคุณแม่หลังคลอด การเปิดคลาสฝึกอบรมการปฏิบัติตัวและการดูแลลูกน้อยสำหรับคุณแม่มือใหม่
ธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตได้ดีในตลาดหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง (1st and 2nd tier city) ที่ครอบครัวผู้บริโภคมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง และยอมจ่ายเงินเพื่อเข้ารับบริการดังกล่าว นางซ่ง ถิงถิง พนักงานรายหนึ่งในศูนย์บริการในกรุงปักกิ่ง ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละสัปดาห์มีลูกค้าเข้ามาดูห้อง 20-30 ราย ลักษณะห้องพักมีอยู่หลายรูปแบบ ราคาห้องพัก ตำแหน่งของห้อง ทิศทางของแสง และขนาดของห้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าคำนึงถึงเป็นหลัก ลูกค้าต้องทำการจองล่วงหน้า เพราะจำนวนห้องพักมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ความท้าทาย ของการบุกเบิก 'ธุรกิจบริการดูแลแม่และเด็กทารก' ในตลาดจีน (ซึ่งผู้เขียนขอไม่พูดถึงปัจจัยพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ทำเลที่ตั้ง และความหรูหราของสถานที่) พบว่า 'ต้นทุนการบริหารจัดการและการสรรหาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมทีม' เป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดราคาค่าใช้จ่ายของตัวธุรกิจ แพ็คเกจสินค้าบริการที่คล้ายคลึงกัน แต่ราคากลับต่างกันตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนหยวน!!
การที่ตลาดลูกค้ามีความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจจึงเป็น 'ผู้เล่น' ที่สามารถกำหนดราคาได้เพื่อเป็นการบ่งบอกคุณภาพและคุณค่าของสินค้าบริการ แถมยังเป็นตัวช่วยกำหนดความรู้สึกรับรู้ของลูกค้าที่มีต่อสินค้าบริการด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ธุรกิจต้องคำนึงถึง คือ ระดับความเจริญของเมือง ระดับรายได้ของชาวเมือง และระดับความเชี่ยวชาญของบุคลากร
ธุรกิจบริการดูแลแม่และเด็กทารกในจีนยังต้องแข่งขันกับ 'เยว่ ส่าว' หรือพี่เลี้ยง(รุ่นเก่า)ที่ยังมีบทบาทในสังคมจีนปัจจุบัน พวกนี้ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ หางานจากการแนะนำ 'ปากต่อปาก' พวกเขาจะอยู่กินที่บ้านและอาศัยประสบการณ์ตรง(รุ่นโบราณ)ในการดูแลคุณแม่และเด็ก สนนราคาตั้งแต่ 5-6 พันหยวนไปจนถึง 2-3 หมื่นหยวนสำหรับคนที่ได้สมญาว่า 'เยว่ ส่าว เหรียญทอง'
อีกพวกหนึ่งจะการันตีความเป็นมืออาชีพด้วย 'ใบรับรองนักดูแลแม่และเด็กขั้นสูง' ที่พวกเขาสมัครเข้าฝึกอบรม (ค่าฝึกอบรม 1.8 พันหยวน) ในหลักสูตรรวบรัดเพียง 7-10 วัน โดยไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมขั้นทั่วไปและขั้นกลาง หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือการเอาเงินซื้อใบรับรองมา เพราะว่าระเบียบจีนว่าด้วย "มาตรฐานคุณภาพการบริการงานบ้านด้านการดูแลแม่และเด็กทารก" ฉบับล่าสุดที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ได้เปิดช่องสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพดูแลแม่และเด็กทารกว่าเป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 18-50 ปี และมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำระดับมัธยมต้น
สุดท้าย คือ การก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นในสนามธุรกิจบริการในจีน 'การพัฒนาแบรนด์' เป็นสิ่งที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาดังคำพูดที่ว่า 'กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว' แต่ผลลัพธ์ของการสร้างแบรนด์ส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว การสร้างเอกลักษณ์ให้เป็นที่จดจำของลูกค้าด้านมาตรฐานคุณภาพและการบริการจะนำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์
หลากธุรกิจรับทรัพย์รับยุคเบบี้บูม
ด้านหนังสือพิมพ์โมเดิร์น ไลฟ์ของจีนรายงานว่า ความตื่นตัวเกี่ยวกับนโยบาย "ลูกคนที่2 " ทำให้คาดหมายว่า ช่วง 2 ปีนี้จะเป็น "โอกาสทอง" ของธุรกิจโรงพยาบาลกับบริการฝากครรภ์และการคลอดบุตร
ทั้งนี้ เมื่อปลายตุลาคม 2558 รัฐบาลจีนได้ประกาศยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวที่ใช้มาตลอด 35 ปีที่ผ่านมา โดยผ่อนคลายความเข้มงวดให้ครอบครัวชาวจีนสามารถมีบุตรได้ 2 คน เพื่อมุ่งหวังแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างประชากรจีนในระยะยาว ปฏิกิริยาตอบรับนับว่าเป็นไปในเชิงบวก ยกตัวอย่างที่นครหนานหนิง หลังการบังคับใช้นโยบายลูกคนที่2 พบว่ามีจำนวนสตรีในวัยพร้อมมีบุตรเข้ามาสอบถามที่โรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก โดยมากกว่า 30% ต้องการมีบุตรคนที่ 2 และส่วนใหญ่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
นางเจี่ยง ลี่ รองหัวหน้าแผนกนารีเวช โรงพยาบาลเพื่อแม่และเด็กกว่างซี ให้ข้อมูลว่า แต่ละวันมีผู้ที่เข้ามาสอบถามเรื่องบุตรคนที่ 2 มากกว่าครึ่งของจำนวนลูกค้าทั้งหมด และมีผู้ที่ตรวจสุขภาพก่อนการมีบุตรคนที่ 2 วันละ 30-40 ราย ทั้งนี้ คาดหมายว่า ช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเป็นช่วงพีค (Peak) ของการคลอดบุตรหลังจากที่มีการผ่อนคลายนโยบายการมีบุตรคนที่ 2
โรงพยาบาลหลายแห่งมีการเตรียมความพร้อมในการชิง "เค้ก" ก้อนนี้อย่างเต็มที่ โรงพยาบาลบางแห่งมีการปฏิรูปโครงสร้างใหม่ มีการเปิดศูนย์สูติ-นารีเวชเพื่อให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ มีการเปิดศูนย์ตรวจสุขภาพสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตรคนที่ 2 การขยายพื้นที่ให้บริการแผนกสูติเวช มีการเพิ่มโปรโมชั่นการบริการหลายรูปแบบสำหรับแม่และเด็ก เช่น อาหารเช้าสำหรับคุณแม่ฟรี บริการรถพยาบาลเพื่อไปรับคุณแม่ที่พร้อมคลอดฟรี
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ สตรีที่ประสงค์จะมีบุตร(คนที่2)มีช่วงอายุค่อนข้างมากซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคทางนรีเวช อาทิ เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก จึงเป็นอีกช่องทางของโรงพยาบาลในการพัฒนาแผนกตรวจสุขภาพและบริการสำหรับสตรี(สูงวัย)ที่ประสงค์อยากมีบุตร(คนที่ 2 )ด้วย
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) เห็นว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจโรงพยาบาล(ไทย)ในการ "ก้าวออกมา" ลงทุนบุกเบิกตลาดจีน ซึ่งปัจจุบัน จีนเริ่มมีการเปิดเสรีสำหรับภาคธุรกิจโรงพยาบาลสำหรับนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาร่วมทุนได้แล้ว (ทุนต่างชาติ 100% ทำได้ในบางมณฑลเท่านั้น) เนื่องจากจำนวนโรงพยาบาลที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับและตอบสนองต่อจำนวนประชากรได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่มุ่งเน้นการบริการเหนือระดับ
แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรเด็ก ยังจะช่วยกระตุ้นให้ครอบครัวชาวจีนมีความต้องการใช้อุปกรณ์และสิ่งของจำเป็นสำหรับแม่และเด็กเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นโอกาสหนึ่งของผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาลู่ทางในการขยายธุรกิจในจีน อาทิ อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม การศึกษา และการบริการสันทนาการ เช่น สปาสำหรับแม่และเด็ก เป็นต้น
เกร็ดความรู้
ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ ชี้ว่า นโยบายลูกคนที่ 2 ของจีนจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรใหม่จำนวน 3-8 ล้านคน ช่วงพีคของการคลอดบุตรจะอยู่ในปีพ.ศ. 2560 และในช่วง 2-3 ปีแรกของการดำเนินนโยบายลูกคนที่ 2 อัตราการเกิดจะพุ่งสูงขึ้นในวงจำกัด แต่อัตราการเกิดคงไม่เทียบเท่าช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ คาดหมายว่า ระหว่างปี 2557- 2567 จำนวนผู้ใหญ่วัยเจริญพันธุ์ที่มีช่วงอายุ 23-28 ปีจะลดลงจาก 73.87 ล้านคนเหลือ 41.16 ล้านคน
ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องทางการค้า-การลงทุน และความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนได้ที่เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC) www.thaibizchina.com และช่องทางใหม่เฟสบุ๊ค www.facebook.com/thaibizchina
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,156 วันที่ 12 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






