
แห่เรียนนอกแรงเว่อร์! เมินเศรษฐกิจซบ ตัวเลขอังกฤษ/นิวซีแลนด์/ญี่ปุ่นฉิว
เผยกระแสคนไทยแห่เรียนนอกยังแรง จับตาประเทศสุดฮอต นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ขณะที่คอร์สสั้น “อังกฤษ” ยังนำ “NZ Study” ชี้ได้เปรียบเรื่องค่าใช้จ่ายใกล้กับเรียนรร.อินเตอร์ในไทย ขณะที่ “ญี่ปุ่น” รุกหนักพลิกโมเดลใหม่ รัฐบาลสนับสนุนเปิดกว้างรับนักศึกษาอาเซียน หวังเรียนจบรับเข้าทำงาน ก่อนกระจายส่งกลับบ้านมาบริหารสาขาในบ้านเกิดตัวเอง
[caption id="attachment_51686" align="aligncenter" width="700"]
จำนวนนักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่นแบ่งตามประเทศที่มา 10 อันดับแรก[/caption]
แม้ตัวเลขจำนวนคนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ประจำปี 2558 จะยังไม่มีข้อสรุปออกมา แต่เบื้องต้นมีการประเมินว่า จำนวนคนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงช่วงไตรมาส 1 ปี 2559 เช่นกัน
นายอรรณพ กันทาธรรม นายกสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (Thai International Education Consultants Association :TIECA) และผู้อำนวยการ สถาบันยอร์ค เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมของคนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศขณะนี้ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ประเทศในแถบยุโรป เช่น อังกฤษ ฯลฯ อาจจะได้รับผลกระทบเนื่องจากหวั่นเกรงด้านความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุการณ์ในปารีส และเบลเยี่ยม แต่โดยภาพรวมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็ยังมีผู้สนใจไปเรียนเพิ่มขึ้น
“กลุ่มผู้เรียนมีหลากหลาย ทั้งระดับมัธยมศึกษาที่ไปเรียนภาษาในช่วงซัมเมอร์ กลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่อาจจะหวั่นวิตกเกี่ยวกับความปลอดภัยบ้าง ขณะที่กลุ่มที่เดินทางไปเรียนด้านภาษา และกลุ่มผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเลย จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะมีความเชื่อมั่นและเตรียมพร้อมที่จะไปเรียนเต็มที่ โดยอังกฤษยังถือเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ”
ด้านนางสาวสุพัตรา บุญส่ง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็นแซด สตั๊ดดี้ (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่า นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่คนไทยนิยมไปเรียนภาษาจำนวนมาก เห็นได้จากตัวเลขจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้นำตลาดมีส่วนแบ่งตลาดราว 70% จากจำนวนคนไทยที่ไปเรียนในประเทศนิวซีแลนด์ทั้งหมด และจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นในปีนี้คาดว่าจะทำให้บริษัทมียอดผู้เรียนเติบโตขึ้น 200%
“คนไทยยังเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยของประเทศนิวซีแลนด์ อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ จะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง โดยหากเป็นโรงเรียนรัฐบาล จะมีค่าใช้จ่ายโดยรวมทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าเล่าเรียนประมาณ 6-7 แสนบาทต่อปี หากเป็นโรงเรียนเอกชนประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี ใกล้เคียงกับประเทศออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศอังกฤษ จะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อปี ทำให้นิวซีแลนด์เป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากผู้ปกครองและตัวเด็กเอง”
นอกจากนี้หากเปรียบเทียบกับโรงเรียนนานาชาติของไทยก็พบว่า มีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน แต่เด็กที่เรียนในต่างประเทศ จะได้ประสบการณ์ และมีทักษะด้านภาษาที่โดดเด่นกว่า อีกทั้งเมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาก็สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในหลักสูตรนานาชาติได้ทันที
ทั้งนี้ปัจจุบันพบว่า รัฐบาลนิวซีแลนด์เองก็ให้การสนับสนุนให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าไปเรียนมากขึ้น โดยให้ทั้งทุนการศึกษา และสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น การทำงานพิเศษ ฯลฯ และหากศึกษาในระดับปริญญาเอก จะให้ทุนโดยจ่ายค่าเล่าเรียนเทียบเท่ากับเด็กนิวซีแลนด์ คือประมาณ 1 แสนบาทต่อปี และเมื่อสำเร็จการศึกษาก็ให้สิทธิในการทำงาน และอยู่อาศัยพร้อมกับครอบครัวในนิวซีแลนด์ได้ทันที อย่างไรก็ดีสิทธิต่างๆนี้เปิดกว้างให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าไปศึกษาต่อ โดยพบว่ามีทั้งชาวลาว และเวียดนามต่างให้ความสนใจเดินทางเข้าไปเรียนต่อมากขึ้น
ขณะที่นางสาวพรรณวิภา พัวพงศกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเอ็ดดูเคชั่น จำกัด ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น “เจ เอ็ดดูเคชั่น” กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมามีนักศึกษาต่างชาติเดินทางเข้าไปศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2.08 แสนคน เพิ่มขึ้น 13% สาเหตุมาจากการให้การสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่น รวมถึงการที่มีผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาเพื่อให้ได้ทั้งภาษาญี่ปุ่น วัฒนธรรม และองค์ความรู้ต่างๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปทำงานในประเทศตนเอง
นอกจากนี้ยังพบว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดโมเดลในการส่งเสริมด้านการศึกษาต่อของชาวต่างชาติโดยเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศเพิ่มมากขึ้น และส่งเสริมให้ทำงานต่อในญี่ปุ่นกับองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อฝึกฝน หาประสบการณ์และเรียนรู้วัฒนธรรม ก่อนที่จะส่งกลับไปบริหารสาขาในประเทศนั้นๆ
“ในอดีตญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทย เพราะต้องการแรงงานฝีมือจากไทย แต่ในปัจจุบันโดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นรุ่นใหม่มีความสนใจที่จะทำธุรกิจร่วมกับคนไทยมากกว่าที่จะเป็นการจ้างแรงงาน ซึ่งพบว่ามีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่รับนักเรียนไทยเข้าทำงานที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นก่อน ประมาณ 3 ปี เพื่อเรียนรู้การทำงานของบริษัทอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะส่งกลับมาประจำที่บริษัทสาขาในประเทศไทย ในระดับหัวหน้า เนื่องจากมีความเข้าใจนโยบายและระบบการทำงานของบริษัทแม่ในญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี สามารถนำความรู้กลับมาถ่ายทอดให้กับพนักงานที่ทำงานอยู่ในไทยได้”
ขณะที่ประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุดได้แก่ เวียดนาม ซึ่งในอดีตมีผู้เดินทางเข้าไปศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่นใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่ล่าสุดพบว่า ในปี 2558 มีจำนวนนักเรียนไทยในญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 7 ขณะที่จำนวนนักเรียนเวียดนามเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 2 โดยเฉพาะในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ส่วนการเข้าไปศึกษาต่อของนักเรียนต่างชาติ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการเข้าไปศึกษาในระดับปริญญาตรี รองลงมาได้แก่ โรงเรียนสอนภาษา บัณฑิตวิทยาลัย และวิทยาลัยอาชีวศึกษา
อย่างไรก็ดี รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะรับนักศึกษาต่างชาติให้ได้ 3 แสนคนภายในปี 2563 โดยได้จัดทำโครงการ Global 30 ด้วยการคัดเลือก 13 มหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของประเทศ มาดำเนินโครงการ จัดตั้งหลักสูตรนานาชาติที่เหมาะสมกับการศึกษาของนักเรียนต่างชาติ จัดตั้งสำนักงานกลางในต่างประเทศ และมีการจัดระบบทุนการศึกษา การยกเว้นค่าเล่าเรียนให้กับนักศึกษาต่างชาติเพิ่มมากขึ้นด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,156 วันที่ 12 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_51686" align="aligncenter" width="700"]
แม้ตัวเลขจำนวนคนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ประจำปี 2558 จะยังไม่มีข้อสรุปออกมา แต่เบื้องต้นมีการประเมินว่า จำนวนคนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงช่วงไตรมาส 1 ปี 2559 เช่นกัน
นายอรรณพ กันทาธรรม นายกสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (Thai International Education Consultants Association :TIECA) และผู้อำนวยการ สถาบันยอร์ค เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมของคนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศขณะนี้ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ประเทศในแถบยุโรป เช่น อังกฤษ ฯลฯ อาจจะได้รับผลกระทบเนื่องจากหวั่นเกรงด้านความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุการณ์ในปารีส และเบลเยี่ยม แต่โดยภาพรวมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็ยังมีผู้สนใจไปเรียนเพิ่มขึ้น
“กลุ่มผู้เรียนมีหลากหลาย ทั้งระดับมัธยมศึกษาที่ไปเรียนภาษาในช่วงซัมเมอร์ กลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่อาจจะหวั่นวิตกเกี่ยวกับความปลอดภัยบ้าง ขณะที่กลุ่มที่เดินทางไปเรียนด้านภาษา และกลุ่มผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเลย จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะมีความเชื่อมั่นและเตรียมพร้อมที่จะไปเรียนเต็มที่ โดยอังกฤษยังถือเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ”
ด้านนางสาวสุพัตรา บุญส่ง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็นแซด สตั๊ดดี้ (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่า นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่คนไทยนิยมไปเรียนภาษาจำนวนมาก เห็นได้จากตัวเลขจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้นำตลาดมีส่วนแบ่งตลาดราว 70% จากจำนวนคนไทยที่ไปเรียนในประเทศนิวซีแลนด์ทั้งหมด และจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นในปีนี้คาดว่าจะทำให้บริษัทมียอดผู้เรียนเติบโตขึ้น 200%
“คนไทยยังเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยของประเทศนิวซีแลนด์ อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ จะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง โดยหากเป็นโรงเรียนรัฐบาล จะมีค่าใช้จ่ายโดยรวมทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าเล่าเรียนประมาณ 6-7 แสนบาทต่อปี หากเป็นโรงเรียนเอกชนประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี ใกล้เคียงกับประเทศออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศอังกฤษ จะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อปี ทำให้นิวซีแลนด์เป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากผู้ปกครองและตัวเด็กเอง”
นอกจากนี้หากเปรียบเทียบกับโรงเรียนนานาชาติของไทยก็พบว่า มีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน แต่เด็กที่เรียนในต่างประเทศ จะได้ประสบการณ์ และมีทักษะด้านภาษาที่โดดเด่นกว่า อีกทั้งเมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาก็สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในหลักสูตรนานาชาติได้ทันที
ทั้งนี้ปัจจุบันพบว่า รัฐบาลนิวซีแลนด์เองก็ให้การสนับสนุนให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าไปเรียนมากขึ้น โดยให้ทั้งทุนการศึกษา และสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น การทำงานพิเศษ ฯลฯ และหากศึกษาในระดับปริญญาเอก จะให้ทุนโดยจ่ายค่าเล่าเรียนเทียบเท่ากับเด็กนิวซีแลนด์ คือประมาณ 1 แสนบาทต่อปี และเมื่อสำเร็จการศึกษาก็ให้สิทธิในการทำงาน และอยู่อาศัยพร้อมกับครอบครัวในนิวซีแลนด์ได้ทันที อย่างไรก็ดีสิทธิต่างๆนี้เปิดกว้างให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าไปศึกษาต่อ โดยพบว่ามีทั้งชาวลาว และเวียดนามต่างให้ความสนใจเดินทางเข้าไปเรียนต่อมากขึ้น
ขณะที่นางสาวพรรณวิภา พัวพงศกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเอ็ดดูเคชั่น จำกัด ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น “เจ เอ็ดดูเคชั่น” กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมามีนักศึกษาต่างชาติเดินทางเข้าไปศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2.08 แสนคน เพิ่มขึ้น 13% สาเหตุมาจากการให้การสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่น รวมถึงการที่มีผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาเพื่อให้ได้ทั้งภาษาญี่ปุ่น วัฒนธรรม และองค์ความรู้ต่างๆ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปทำงานในประเทศตนเอง
นอกจากนี้ยังพบว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดโมเดลในการส่งเสริมด้านการศึกษาต่อของชาวต่างชาติโดยเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาศึกษาในประเทศเพิ่มมากขึ้น และส่งเสริมให้ทำงานต่อในญี่ปุ่นกับองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อฝึกฝน หาประสบการณ์และเรียนรู้วัฒนธรรม ก่อนที่จะส่งกลับไปบริหารสาขาในประเทศนั้นๆ
“ในอดีตญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทย เพราะต้องการแรงงานฝีมือจากไทย แต่ในปัจจุบันโดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นรุ่นใหม่มีความสนใจที่จะทำธุรกิจร่วมกับคนไทยมากกว่าที่จะเป็นการจ้างแรงงาน ซึ่งพบว่ามีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่รับนักเรียนไทยเข้าทำงานที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นก่อน ประมาณ 3 ปี เพื่อเรียนรู้การทำงานของบริษัทอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะส่งกลับมาประจำที่บริษัทสาขาในประเทศไทย ในระดับหัวหน้า เนื่องจากมีความเข้าใจนโยบายและระบบการทำงานของบริษัทแม่ในญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี สามารถนำความรู้กลับมาถ่ายทอดให้กับพนักงานที่ทำงานอยู่ในไทยได้”
ขณะที่ประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุดได้แก่ เวียดนาม ซึ่งในอดีตมีผู้เดินทางเข้าไปศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่นใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่ล่าสุดพบว่า ในปี 2558 มีจำนวนนักเรียนไทยในญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 7 ขณะที่จำนวนนักเรียนเวียดนามเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับ 2 โดยเฉพาะในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ส่วนการเข้าไปศึกษาต่อของนักเรียนต่างชาติ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการเข้าไปศึกษาในระดับปริญญาตรี รองลงมาได้แก่ โรงเรียนสอนภาษา บัณฑิตวิทยาลัย และวิทยาลัยอาชีวศึกษา
อย่างไรก็ดี รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะรับนักศึกษาต่างชาติให้ได้ 3 แสนคนภายในปี 2563 โดยได้จัดทำโครงการ Global 30 ด้วยการคัดเลือก 13 มหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของประเทศ มาดำเนินโครงการ จัดตั้งหลักสูตรนานาชาติที่เหมาะสมกับการศึกษาของนักเรียนต่างชาติ จัดตั้งสำนักงานกลางในต่างประเทศ และมีการจัดระบบทุนการศึกษา การยกเว้นค่าเล่าเรียนให้กับนักศึกษาต่างชาติเพิ่มมากขึ้นด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,156 วันที่ 12 - 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






