thansettakij
thansettakij
ค่าจ้างที่เป็นธรรม

ค่าจ้างที่เป็นธรรม

11 พ.ค. 59 | 00:00 น.
เป็นเวลากว่า 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ประเทศไทยเริ่มใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน เท่ากันทั่วประเทศ ด้วยเหตุผลจากรัฐบาลในขณะนั้นว่า ช่วยให้แรงงานรอดพ้นจากความยากจนที่รุนแรง มีรายได้ใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายตามอัตภาพ ช่วยให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต

ในมุมมองของผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้ต่ำย่อมเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการปรับเพิ่มเฉลี่ย 40% ทั่วประเทศ จากเดิมกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่เท่ากัน เช่นที่จังหวัดภูเก็ตเคยให้ขั้นต่ำ 221 บาท/วัน กรุงเทพฯและจังหวัดปริมณฑล 215 บาท/วัน ชลบุรี 196 บาท/วัน ลำพูน 169 บาท/วัน พะเยาต่ำสุด 159 บาท/วัน

แต่ในมุมมองเจ้าของกิจการและนายจ้างย่อมเป็นเรื่องเลวร้าย เพราะโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากเหมือนถูกบังคับให้เพิ่มต้นทุนโดยอัตโนมัติ ตอนนั้นรัฐบาลจึงถูกโจมตีว่าเป็นการใช้นโยบายประชานิยมที่หาเสียงกับแรงงานทั่วประเทศ แต่กำลังทำลายอุตสาหกรรมของประเทศ

มีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะลดลง นักลงทุนจะหนีไปลงทุนประเทศอื่นที่ค่าแรงถูกกว่า คนงานจะตกงานเพราะนายจ้างจะลดจำนวนจ้าง ลดชั่วโมงทำงานเพื่อคุมต้นทุน แถมยังจะตัดสวัสดิการที่เคยให้ เช่น อาหาร บ้านพัก เสื้อผ้า ค่าทิป ใครแบกต้นทุนไม่ไหวก็จะต้องปิดกิจการ และปลายทางที่ผู้บริโภคจะต้องแบกรับคือราคาสินค้าที่ขยับแพงขึ้น

แม้จะมีการยกเหตุผลของการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั้งประเทศว่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างจังหวัด แต่ก็ยังมีข้อโจมตีว่าเป็นนโยบายที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง อีกทั้งยังมีผลต่อการนำเข้า หรือไหลทะลักของแรงงานต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือที่ยอมขายแรงงานในอัตราที่ต่ำกว่า 300 บาท/วัน โดยไม่มีปากเสียง ไม่มีข้อเรียกร้อง เพราะส่วนใหญ่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ในวันแรงงานที่ผ่านมาฝ่ายลูกจ้างเรียกร้องและทวงถามการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่ถูกแช่แข็งไว้ที่ 300 บาท/วัน มากว่า 3 ปี แม้จะพอรู้ว่าคำตอบคืออะไร เพราะก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรีเคยพูดว่า “ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน ทำให้ต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ตอนนี้รัฐบาลไม่มีเงิน อย่าเรียกร้องมากนัก”

หรือแม้จะพูดให้เบาลงว่า “จะปรับสถานการณ์แรงงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองและเศรษฐกิจ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล” ซึ่งต้องแปลไทยเป็นไทยว่า ฝ่ายผู้ใช้แรงงานคงไม่สมใจหมาย เพราะรัฐบาลโดย “คณะกรรมการค่าจ้าง” บอกไว้ชัดเจนว่าจะกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ตามพื้นที่จังหวัดให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตัวระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ขณะที่ภาคเอกชนนำโดยนายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคนใหม่หมาดๆ ค้านดักทางไว้ล่วงหน้าว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมของการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ผู้ประกอบการภาคเอกชนอาจจะแบกรับภาระไม่ไหว โดยเฉพาะในระดับเอสเอ็มอีที่อาจต้องถึงขั้นเลิกจ้าง ลดคนงาน และปิดกิจการ

2 ปีที่ผ่านมารัฐบาล คสช.บอกว่าไม่ใช้นโยบายประชานิยมแบบรัฐบาลเลือกตั้ง แต่ผลักดันสารพัดนโยบายประชารัฐ อัดฉีดผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ช่วยเหลือให้คนมีบ้าน ช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา รัฐบาล คสช.ปรับรายได้ให้ข้าราชการถึง 2 ครั้ง ทั้งเงินเพิ่มการครองชีพ และเงินเดือนข้าราชการทุกตำแหน่ง รวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้ดีอยู่แล้ว

แต่กับผู้ใช้แรงงานที่เคยมีผลการสำรวจว่า แรงงานไทย 93.7% เป็นหนี้ และ 56.1% เป็นหนี้นอกระบบ กว่า 90% ไม่มีอาชีพเสริม ยังไม่ปรากฏว่ารัฐบาลได้ช่วยเหลืออะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากเอานายทหารมานั่งคุมกระทรวงแรงงาน
ลูกจ้างแต่ละคนล้วนมีต้นทุนชีวิตในแต่ละวัน ทั้งอาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล และค่าเดินทางดังนั้นเพียงเพื่อให้ลูกจ้างได้มีชีวิตที่พอเพียง ชีวิตที่มีคุณภาพ ชีวิตที่มีอนาคต รัฐบาลควรพิจารณา “ค่าจ้างที่เป็นธรรม” แก่มนุษย์แรงงานด้วย

Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,155 วันที่ 8 - 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline