
‘เฟด’ชี้ทิศบาททั้งปีแตะ 36.5
กกร.ลุ้นเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้งดัน "บาท"แข็งค่าสิ้นปีแตะ 36.5บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ค่ายกสิกรไทยคาดกนง.คงอาร์/พีในการประชุม11พ.ค. ขณะที่ "ซีไอเอ็มบีไทย"แจง 2สาเหตุเห็นบาทแข็งไตรมาส3/59 "ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง-โอกาสจีนจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม" ด้านธสน.เตือนผู้ส่งออกปรับตัวตามตลาด/สินค้า
[caption id="attachment_50327" align="aligncenter" width="357"]
เชาว์ เก่งชน
กรรมการผู้จัดการ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย[/caption]
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ที่ประชุม(3พ.ค.59) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3สถาบัน(กกร.: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย) มองเงินบาทสิ้นปีอยู่ที่ 36.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯบนเงื่อนไขเฟดต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งเป็นอย่างน้อยซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ห่างกสิกรไทยมองไว้ที่... ซึ่งอยู่บนเงื่อนไขที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1ครั้งเป็นอย่างน้อยในปี 2559 โดยเฟดอาจจะเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจยังไม่เอื้อ ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง ภาวะภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายนของสหรัฐฯและจีนที่ออกมาต่ำกว่าตลาดคาด นอกจากนี้การเดินหน้าลงประชามติของอังกฤษที่กำหนดประชุมวันที่ 23มิถุนายนนี้ ฝ่ายที่จะออกหรือถอนตัวหรือเป็นสมาชิกอียูมีคะแนนมากกว่า และหลายเรื่องที่สะท้อนความไม่แน่นอน และเฟดอาจจะปรับดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้
"ตอนนี้ทุกคนให้เครดิตสหรัฐอเมริกาจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1ครั้งแต่กรณีดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะประชุมครั้งที่ 3 ของปี 2559กนง.ไม่จำเป็นต้องตามธนาคารที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อนหน้า เพราะกนง.ต้องคำนึงถึงปัจจัยรายล้อมทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ,หรือเสถียรภาพมุมต่างๆ"
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน)(บมจ.)กล่าวว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นค่อนข้างแรง โดยเป็นผลจากธนาคารกลางสหรัฐฯส่งสัญญาณไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ประกอบกับสถานการณ์ตลาดโลกที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่แน่นอนในการฟื้นตัวทำให้การไหลเข้าของเงินทุนของนักนักลงทุนต่างชาติกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรระยะสั้นเกือบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งอาจจะมีเงินบางส่วนไหลเข้าตลาดหุ้นบ้างแต่ไม่มากส่วนใหญ่เป็นเงินทุนไหลเข้ามาพักเงินในตลาดพันธบัตรระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอนจึงเกิดแคร์รีเทรดสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเด่นชัดขึ้น ทั้งนี้ เบื้องต้นซีไอเอ็มบีไทยคาดว่าจะเกิดกระแสยูโรและเยนแคร์รีเทรดบ้าง แต่ช่วงที่ผ่านมาปรากฏเงินยูโรและเยนแข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ซีไอเอ็มบีไทยปรับคาดการณ์เงินบาททั้งปีอยู่ที่ 36.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯจากเดิมก่อนหน้าอยู่ที่ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯโดยมองแนวโน้มมีโอกาสจะเห็นเงินบาทอ่อนค่าไตรมาส 2/59 ด้วย 2 สาเหตุคือ 1.การจ่ายเงินปันผลเข้าสู่ฤดูกาลซึ่งที่ผ่านมาเฉลี่ย 5 ปีไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง 2.จีนอาจจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หลังจากภาวะเศรษฐกิจอยู่ในระดับ 6.7% ขณะที่ปลายปีนี้เฟดพร้อมจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายประมาณเดือนกันยายน 2559 จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในสหรัฐฯ ดังนั้นจะเห็นเงินบาทกลับมาแข็งค่าชัดเจนขึ้นในไตรมาส 3/59 นอกจากนี้คงต้องรอผลกนง.(11พ.ค.59)
ต่อข้อถามสัญญาณการเบี้ยวหนี้หรือไม่ได้รับชำระค่าสินค้านั้นนายจารุพัฒน์ พานิชยิ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายรับประกันการส่งออกธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.)หรือเอ็กซิมแบงก์กล่าวว่า ปีนี้ค่อนข้างสงบ แต่มีเพียงบางจุด เช่น แอฟริกาโดยหวังว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดจะช่วยได้บ้าง นอกจากนี้ยังเห็นสัญญาณออสเตรเลียที่สถานะของบริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยดีนักเนื่องจากสินค้าอ้างอิงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สำหรับในแง่ของบริษัทอื่นทั่วโลกนั้น รัสเซียยังเป็นตลาดที่ทั่วโลกผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดในการส่งออกหรือสินค้าบางประเภท สำหรับเมืองไทยพบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถเข้าไปจัดตั้งบริษัทและเรียกเก็บเงินปลายทางในตลาดรัสเซีย เป็นต้น
" ยอดส่งออกที่ยังตกต่ำและเป็นสัญญาณมาพักใหญ่แล้ว ตอนนี้ในแง่ของผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงต้องการทำให้ออร์เดอร์มีความมั่นคงก่อน อีกทั้งผู้ส่งออกสามารถรับความผันผวนเงินบาท 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯได้อยู่ ส่วนหนึ่งเขามีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำ "
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,154 วันที่ 5 - 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_50327" align="aligncenter" width="357"]
กรรมการผู้จัดการ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย[/caption]
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ที่ประชุม(3พ.ค.59) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3สถาบัน(กกร.: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย) มองเงินบาทสิ้นปีอยู่ที่ 36.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯบนเงื่อนไขเฟดต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งเป็นอย่างน้อยซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ห่างกสิกรไทยมองไว้ที่... ซึ่งอยู่บนเงื่อนไขที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1ครั้งเป็นอย่างน้อยในปี 2559 โดยเฟดอาจจะเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากตัวเลขทางเศรษฐกิจยังไม่เอื้อ ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง ภาวะภาคอุตสาหกรรมเดือนเมษายนของสหรัฐฯและจีนที่ออกมาต่ำกว่าตลาดคาด นอกจากนี้การเดินหน้าลงประชามติของอังกฤษที่กำหนดประชุมวันที่ 23มิถุนายนนี้ ฝ่ายที่จะออกหรือถอนตัวหรือเป็นสมาชิกอียูมีคะแนนมากกว่า และหลายเรื่องที่สะท้อนความไม่แน่นอน และเฟดอาจจะปรับดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้
"ตอนนี้ทุกคนให้เครดิตสหรัฐอเมริกาจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1ครั้งแต่กรณีดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะประชุมครั้งที่ 3 ของปี 2559กนง.ไม่จำเป็นต้องตามธนาคารที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อนหน้า เพราะกนง.ต้องคำนึงถึงปัจจัยรายล้อมทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ,หรือเสถียรภาพมุมต่างๆ"
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน)(บมจ.)กล่าวว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นค่อนข้างแรง โดยเป็นผลจากธนาคารกลางสหรัฐฯส่งสัญญาณไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ประกอบกับสถานการณ์ตลาดโลกที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่แน่นอนในการฟื้นตัวทำให้การไหลเข้าของเงินทุนของนักนักลงทุนต่างชาติกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรระยะสั้นเกือบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งอาจจะมีเงินบางส่วนไหลเข้าตลาดหุ้นบ้างแต่ไม่มากส่วนใหญ่เป็นเงินทุนไหลเข้ามาพักเงินในตลาดพันธบัตรระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอนจึงเกิดแคร์รีเทรดสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเด่นชัดขึ้น ทั้งนี้ เบื้องต้นซีไอเอ็มบีไทยคาดว่าจะเกิดกระแสยูโรและเยนแคร์รีเทรดบ้าง แต่ช่วงที่ผ่านมาปรากฏเงินยูโรและเยนแข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ซีไอเอ็มบีไทยปรับคาดการณ์เงินบาททั้งปีอยู่ที่ 36.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯจากเดิมก่อนหน้าอยู่ที่ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯโดยมองแนวโน้มมีโอกาสจะเห็นเงินบาทอ่อนค่าไตรมาส 2/59 ด้วย 2 สาเหตุคือ 1.การจ่ายเงินปันผลเข้าสู่ฤดูกาลซึ่งที่ผ่านมาเฉลี่ย 5 ปีไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง 2.จีนอาจจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หลังจากภาวะเศรษฐกิจอยู่ในระดับ 6.7% ขณะที่ปลายปีนี้เฟดพร้อมจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายประมาณเดือนกันยายน 2559 จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในสหรัฐฯ ดังนั้นจะเห็นเงินบาทกลับมาแข็งค่าชัดเจนขึ้นในไตรมาส 3/59 นอกจากนี้คงต้องรอผลกนง.(11พ.ค.59)
ต่อข้อถามสัญญาณการเบี้ยวหนี้หรือไม่ได้รับชำระค่าสินค้านั้นนายจารุพัฒน์ พานิชยิ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายรับประกันการส่งออกธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.)หรือเอ็กซิมแบงก์กล่าวว่า ปีนี้ค่อนข้างสงบ แต่มีเพียงบางจุด เช่น แอฟริกาโดยหวังว่าราคาน้ำมันที่ปรับลดจะช่วยได้บ้าง นอกจากนี้ยังเห็นสัญญาณออสเตรเลียที่สถานะของบริษัทส่วนใหญ่ไม่ค่อยดีนักเนื่องจากสินค้าอ้างอิงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สำหรับในแง่ของบริษัทอื่นทั่วโลกนั้น รัสเซียยังเป็นตลาดที่ทั่วโลกผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดในการส่งออกหรือสินค้าบางประเภท สำหรับเมืองไทยพบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถเข้าไปจัดตั้งบริษัทและเรียกเก็บเงินปลายทางในตลาดรัสเซีย เป็นต้น
" ยอดส่งออกที่ยังตกต่ำและเป็นสัญญาณมาพักใหญ่แล้ว ตอนนี้ในแง่ของผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงต้องการทำให้ออร์เดอร์มีความมั่นคงก่อน อีกทั้งผู้ส่งออกสามารถรับความผันผวนเงินบาท 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯได้อยู่ ส่วนหนึ่งเขามีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำ "
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,154 วันที่ 5 - 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






