
ชงครม.ขยาย "จ่ายเงินเยียวยาประกันสังคม" พื้นที่สีแดงเข้ม จาก13 เป็น 29 จว.
สำนักงานประกันสังคม เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ขยายมาตรการจ่ายเงินเยียวยา ลูกจ้าง นายจ้าง มาตรา 33 39 40 พื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด ที่รับผลกระทบล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว ล่าสุด
วันที่ 2 สิงหาคม 2564 รายงานข่าวจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เตรียมเสนอ ขยายหลักการ การจ่ายเงินเยียวยาประกันสังคม พื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม หรือ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จากเดิมมี 13 จังหวัด เป็น 29 จังหวัด
ซึ่งเรื่องนี้ ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ผ่านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ให้ใช้เงินกู้ในการเยียวยา
หลังจากศบค. ปรับโซนสีโควิดล่าสุด ให้เพิ่มอีก 16 จังหวัด รวมเป็น 29 จังหวัด จากเดิมมีเพียง 13 จังหวัด เป็นพื้นที่สีแดงเข้ม ซึ่งจะเริ่มวันที่ 3 สิงหาคม 2564 โดยจะมีมาตรการล็อกดาวน์ เคอร์ฟิวเวลา 21.00-04.00 น. ห้ามนั่งทานอาหารในร้าน และมาตรการอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด19
โดย 29 จังหวัดสีแดงเข้มล่าสุด ที่จะเสนอมาตรการเยียวยาจ่ายเงินประกันสังคม มีดังนี้
- กรุงเทพมหานคร
- จังหวัดกาญจนบุรี
- จังหวัดชลบุรี
- จังหวัดฉะเชิงเทรา
- จังหวัดตาก
- จังหวัดนครปฐม
- จังหวัดนครนายก
- จังหวัดนครราชสีมา
- จังหวัดนราธิวาส
- จังหวัดนนทบุรี
- จังหวัดปทุมธานี
- จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
- จังหวัดปราจีนบุรี
- จังหวัดปัตตานี
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- จังหวัดเพชรบุรี
- จังหวัดเพชรบูรณ์
- จังหวัดยะลา
- จังหวัดระยอง
- จังหวัดราชบุรี
- จังหวัดลพบุรี
- จังหวัดสงขลา
- จังหวัดสิงห์บุรี
- จังหวัดสมุทรปราการ
- จังหวัดสมุทรสงคราม
- จังหวัดสมุทรสาคร
- จังหวัดสระบุรี
- จังหวัดสุพรรณบุรี
- จังหวัดอ่างทอง
โดยจะมีการจ่ายเงินเยียวยาประกันสังคมในพื้นที่สีแดงเข้ม จะใช้หลักเกณฑ์ในการจ่ายใน 9 ประเภทกิจการ ได้แก่
- ก่อสร้าง
- ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร
- ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ
- กิจกรรมการบริการด้านอื่น ๆ
- สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า
- สาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์
- สาขากิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน
- สาขากิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมวิชาการ
- สาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร
ทั้งนี้ส่วนความคืบหน้าในการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี "ฐานเศรษฐกิจ" จะรายงานให้ทราบต่อไป







