
"อ.สุรชาติ" ชี้ 9 วิกฤต โจทย์ที่ท้าทาย"พล.อ.ประยุทธ์"
"สุรชาติ บำรุงสุข" ชี้ 9 วิกฤต โจทย์ที่ท้าทาย"พล.อ.ประยุทธ์"ในปีที่ 8
การเมืองไทยภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่ 8 ท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้า เป็นโจทย์ใหญ่ให้แก้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสาม ที่ยังวิกฤตในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การกระจายฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ถูกกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยดีเดย์ 7 มิถุนายน 2564 เริ่มฉีดพร้อมกันทั้งระบบ ปัญหาเศรษฐกิจ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมโควิด ที่เรียกร้องมาตรการเยียวยา รวมถึงปัญหาการเมืองที่รุมเร้า
"สุรชาติ บำรุงสุข" นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองโจทย์ที่ท้าทายขีดความสามารถของพลเอก ประยุทธ์ ในปีที่ 8 ได้แก่
1.วิกฤตการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเกิดจากการปฎิเสธการรับความช่วยเหลือด้านวัคซีนจากองค์การอนามัยโลก การละเลยในการตระเตรียมวัคซีนสำหรับการระบาดในอนาคต การไม่เปิดช่องทางให้เกิดวัคซีนทางเลือก แผนการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า การสื่อสารของรัฐบาลในเรื่องวัคซีนที่ก่อให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน และการไม่มีท่าทีตอบรับต่อข้อเสนอของภาคเอกชนเท่าที่ควร
2.วิกฤตการบริหารจัดการเศรษฐกิจ วันนี้เศรษฐกิจทั้งระดับจุลภาคและมหภาคกำลังตกอยู่ในมหาวิกฤต แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้กับภาคส่วนต่างๆ ในสังคมได้อย่างไร จนทำให้ขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะการกู้เงินเป็นจำนวนมหาศาล
3.วิกฤตความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีปัญหาใหญ่ในสองเรื่องหลักคือ ปัญหาคนจน และปัญหาคนตกงาน แต่การแก้ปัญหากลับมุ่งไปใช้นโยบายประชานิยม ที่ใช้วิธีการ “แจกเงิน” เป็นหลัก มากกว่าจะเน้นในการสร้าง “รัฐสวัสดิการ” เพื่อแก้ปัญหาแบบรอบด้านในระยะยาว
4.วิกฤตความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งในสังคมไทย ที่ช่องว่างระหว่างคนรวยกันคนจนปรากฏชัด จนประเทศไทยติดอันดับเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการระบาดของโควิดในปี 2563 ต่อเนื่องเข้าปี 2564 ยิ่งทำให้ช่องว่างนี้ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนคนจนและคนตกงานที่ซ้ำเติมให้ช่องว่างถูกถ่างออก ประเด็นนี้เป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลในปี 2564
5.วิกฤตคนรุ่นใหม่ ที่สะท้อนผ่านความเห็นต่างทางการเมือง ความต้องการอยาก “ย้ายประเทศ” และภาวะตกงานของคนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนของการประท้วงใหญ่ในยุคหลังโควิด อีกทั้งคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อมั่นว่า รัฐบาลชุดนี้จะเป็นผู้สร้างอนาคตให้กับพวกเขา และการขยายการจับกุมคนรุ่นใหม่ที่เห็นต่าง จะยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น และมีผลต่อความเชื่อมั่นในสถาบันตุลาการไทยอย่างมาก จนอาจต้องถือเป็น “วิกฤตยุติธรรมไทย” ที่ทับซ้อนอยู่กับปัญหาวิกฤตอื่นๆ ด้วย
6.วิกฤตการเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล เสียงต่อรัฐบาลที่ดังมากขึ้น แม้รัฐบาลจะมั่นใจว่า ความได้เปรียบทางการเมืองที่มีอยู่ในกลไกที่รัฐบาลทหารสร้างขึ้นนั้น จะไม่มีใครเอาชนะพลเอก ประยุทธ์ ได้ แต่ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นปัญหาอย่างมากในปีที่ 8 และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะเป็นปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งในปี 2564
7.วิกฤตศรัทธา ที่พุ่งเป้าโดยตรงไปที่ตัวพลเอก ประยุทธ์ (และผู้นำทหารอย่างพลเอกประวิตร) เพราะสังคมเริ่มไม่มั่นใจว่า ผู้นำทหารจะมีขีดความสามารถในการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ของประเทศได้จริง และทั้งยังเห็นถึงความพยายามที่จะรวมอำนาจทุกอย่างกลับไปไว้ในมือของ พลเอก ประยุทธ์ จนรัฐบาลปัจจุบันแทบจะถอยกลับไปเป็นรัฐบาลทหารรวมศูนย์ในแบบเดิม แต่อำนาจที่มากขึ้นก็ไม่ได้บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของรัฐบาล
8.วิกฤตทหาร เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง เพราะรัฐบาลทหารแต่เดิมต้องอาศัยกองทัพเป็นฐานอำนาจ และเมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาลทหารแบบเลือกตั้ง ก็ยังต้องอาศัยฐานอำนาจสนับสนุนจากทหาร และขณะเดียวกันก็เป็น “โอกาสทอง” ของกองทัพในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ แม้สังคมจะเรียกร้องให้มีการปรับลดงบทหาร และลดบทบาททางการเมืองของทหารเพียงใดก็ตาม แต่กองทัพยังจัดซื้ออาวุธต่อไป ส่งผลให้เสียงต่อต้านทหารดังมากขึ้น และ 2564 จะเป็นปีของวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
9.วิกฤตเมียนมา ที่เกิดจากการต่อต้านรัฐประหารในวงกว้าง และอาจทำให้รัฐบาลทหารสิ้นสุดลงได้ ซึ่งหากรัฐบาลทหารเมียนมาล้มลง ย่อมจะมีผลกระทบกับการต่อต้านรัฐบาลไทย ดังที่เป็นข้อสังเกตทางทฤษฎีว่า การล้มลงของรัฐบาลอำนาจนิยมในประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้รัฐบาลอำนาจนิยมอีกประเทศถูกล้มตามไป
จากที่กล่าวในข้างต้นจะเห็นได้ว่า ปีที่ 8 ของพลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่ “เส้นทางบนกลีบกุหลาบ” อย่างแน่นอน หากจะเป็น “ปีมหาวิกฤต” ที่ท้าทายอนาคตของพลเอกประยุทธ์ อย่างมาก
ขอบคุณเนื้อหาจาก : เพจเฟซบุ๊ก Reform Thailand Now เครือข่ายช่วยกันปฏิรูปประเทศไทยทันที
ข่าวที่เกี่ยวข้อง






