thansettakij
thansettakij
มาตรการ ‘ดีมานด์’ ภาครัฐ

มาตรการ ‘ดีมานด์’ ภาครัฐ

26 เม.ย. 59 | 00:00 น.
รัฐบาลมืออาชีพเมื่ออ่านแนวโน้มเศรษฐกิจแล้วเห็นว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตจะชะลอตัว ย่อมต้องระมัดระวังการจ่ายเงินหรือการก่อหนี้ใหม่มากขึ้น ต้องใช้มาตรการการคลังออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น หรือใช้มาตรการลดภาระภาษีให้กับประชาชน หรือใช้หลายๆ อย่างควบคู่กัน และหากมองถึงประเภทของมาตรการที่ใช้แล้วจำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทก็คือ มาตรการด้านดีมานด์กับมาตรการด้านซัพพลายส์ ด้านดีมานด์เป็นต้นว่ากระตุ้นหรือชักจูงใจให้ประชาชนบริโภคสินค้าเพิ่มมากขึ้น อาทิ มาตรการด้านลดภาระภาษีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนเมษายน 2559 นี้ ก็เป็นมาตรการด้านดีมานด์ ส่วนมาตรการซัพพลายส์ก็คือการควบคุมหรือการกำกับดูแลการใช้จ่ายของภาครัฐ เป็นไปอย่างจำกัดจำเขี่ย ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจขาลงอย่างที่ทราบกันในทุกวันนี้ มาตรการด้านซัพพลายส์รัฐไม่น่าจะเน้น

ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 19 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงสร้างภาษีใหม่หลายจุด เช่น คงขั้นอัตราภาษีไว้ 7 ขั้นเท่าเดิม แต่ปรับรายละเอียดในขั้นที่ 6 และ 7 ซึ่งภาษีเดิมคือ ขั้นที่ 6 ผู้มีรายได้ต่อปีระหว่าง 2,000,001-4,000,000 บาท/ปี เสียภาษีอัตรา 30 % แต่ของใหม่เปลี่ยนเป็นระหว่าง 2,000,001-5,000,000 บาท เสียภาษีอัตรา 30% และขั้นที่ 7 ตั้งแต่ 5,000,001 ขึ้นไปเสียภาษีในอัตรา 35% ซึ่งของเดิมจะเสียอัตรานี้หากมีรายได้ตั้งแต่ 4,000,001 บาทขึ้นไป ซึ่งนั่นหมายถึงผู้มีรายได้ตั้งแต่ 4-5 ล้านบาท/ปีได้ลดภาษีลงจากเดิม 5% รายละเอียดอื่นๆ ก็มีเช่นกันเป็นต้นว่าหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาจ่ายได้มากถึง 100,000 บาท บุตรไม่อั้นจำนวนหักได้คนละ 30,000 บาท เป็นต้น ซึ่งโครงสร้างภาษีใหม่นี้ผู้จะได้รับประโยชน์ก็คือผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง และจะเริ่มใช้ในปีหน้าหรือปี 2560 เป็นต้นไป ทั้งนี้โครงสร้างภาษีใหม่จะทำให้รายได้จากส่วนนี้ของรัฐเสียไปประมาณปีละ 32,000 ล้านบาท นี่ก็เป็นการออกมาตรการด้านดีมานด์

ก่อนหน้านี้ (มติ ครม.13 ตุลาคม 2558) มีการประกาศให้ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุด เหลือร้อยละ 0.01 เป็นเวลา 6 เดือนซึ่งสิ้นสุดเดือนเมษายน 2559 นี้ รวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ซื้อที่อยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทแต่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ก่อนสิ้นปี 2559 นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเป็นมาตรการด้านดีมานด์ของรัฐบาล ความจริงแล้วรัฐบาลชุดนี้ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมากมาย

เมื่อรัฐลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วก็เตรียมจัดเก็บรายได้จากทางอื่น ซึ่งนั่นก็คือการจัดเก็บภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งทราบว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเรื่องนี้ น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย บอกว่า คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะนำ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาจัดเก็บ เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนอย่างมาก ทั้งนี้เพราะปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในทุกระดับชั้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งและการช่วยเหลือจากรัฐยังไม่เพียงพอ

อีกทั้งการค้าขายยิ่งฝืดเคืองโดยเห็นได้จากหนี้เสียในระบบธนาคารของบริษัท SME ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจะส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารในอนาคตได้ รายได้ของผู้ใช้แรงงานก็ลดลงมากเพราะไม่มีโอที รายได้ของทุกบริษัทลดลง หากรัฐบาลมาเพิ่มภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ประชาชนอีก ประชาชนจะไม่สามารถรับได้ แม้ว่ารัฐจะลดภาษีเงินได้บุคคลให้กับประชาชนแล้วก็ตาม เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบอาจจะเป็นคนละกลุ่มกับผู้ที่ได้รับประโยชน์

ผมเห็นด้วยกับแนวความคิดของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ ไม่ควรออกมาตรการด้าน "ซัพพลายส์" ในช่วงที่ราษฎรกำลังเดือดร้อนหนัก และเสนอว่าน่าจะยืด "มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุด เหลือร้อยละ 0.01" ออกไปอีกอย่างน้อยถึงสิ้นปีนี้ ครับ

Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,151 วันที่ 24 - 27 เมษายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline