thansettakij
thansettakij
พิพิธภัณฑ์ไทยในศตวรรษที่ 21

พิพิธภัณฑ์ไทยในศตวรรษที่ 21

26 เม.ย. 59 | 09:00 น.
เมื่อโลกก้าวสู่ยุคที่ผู้คนสามารถเข้าถึงและเชื่อมโลกข้อมูลจากทั่วทุกมุม ทุกผิว และทุกบรรทัดที่ตลอดเวลา แต่ทว่าข้อมูลที่สืบค้นได้เร็ว ย่อมสลายไปจากความคิดและความทรงจำได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน การตระหนักในคุณค่าของการเรียนรู้อย่างยั่งยืนผ่านการซึมซับคุณค่าของสาระและประสบการณ์โดยการสัมผัสจริงในสถานที่ซึ่งเรียกว่า “พิพิธภัณฑ์” จึงเกิดขึ้น และในฐานะหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ต้นแบบ “พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ได้เกิดการตั้งคำถาม เพื่อสรรสร้างการถ่ายทอดข้อมูลให้เกิดการรับรู้และเรียนรู้ที่ทรงคุณค่า เป็นเรื่องราวที่จดจำได้ตลอดชีวิต ผ่านงานเสวนาวิชาการเรื่อง พิพิธภัณฑ์ไทยในศตวรรษที่ 21 “ทิศทางพิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร ?”

[caption id="attachment_47314" align="aligncenter" width="500"] พิพิธภัณฑ์ไทย พิพิธภัณฑ์ไทย[/caption]

เริ่มต้นด้วยการบรรยายพิเศษเรื่อง “ราชวงศ์จักรีกับการอนุรักษ์มรดกไทย” โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิสิฐ เจริญวงศ์ กรรมการวิชาการราชบัณฑิตยสภา ศ.ดร.พิสิฐ ได้กล่าวถึงพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาของนักเรียนว่า “ปี พ.ศ. 2504 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงเยือนจังหวัดอยุธยา และได้เสด็จฯ ขึ้นไปบนยอดภูเขาทอง พระราชทานคำแนะนำว่า “...น่าจะนำชมนักเรียน นักศึกษา ด้วยวิธีนำขึ้น ณ สถานที่นั้น การได้เรียน ณ ที่ที่เกิดเหตุ พร้อมแสดงทิศทางภูมิประเทศประกอบการอธิบายเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ก็จะช่วยให้ซาบซึ้งและเข้าใจได้ดีขึ้น...” เพราะการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องอ่านจากหนังสือเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่เด็กๆ จะไม่มีวันลืม” อันเป็นการชี้ให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีสนพระราชหฤทัยในเรื่องการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมมาโดยตลอด จนทุกวันนี้ก็ยังไม่พ้นเป็นพระราชภาระของสถาบันพระมหากษัตริย์ สมัยก่อนกรมศิลปากรเปิดพิพิธภัณฑ์ที่ไหน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันจะทรงเสด็จฯ ไปเปิดให้ทุกแห่ง พระองค์ทรงสนพระทัย ได้ทรงเตือนและแนะนำให้ปฏิบัติต่อทรัพยากรเหล่านั้นให้ถูกควรเสมอมา มิฉะนั้นคนไทยอาจจะต้องไปเรียนประวัติศาสตร์ไทยที่ต่างประเทศ

จากนั้นจึงเข้าสู่การเสวนาในหัวข้อหลัก เรื่อง พิพิธภัณฑ์ไทยในศตวรรษที่ 21 “ทิศทางพิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร?” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านคือ อ.ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ และจุลลดา มีจุล ร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องราวประสบการณ์การทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ โดยมี ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ร่วมเป็นผู้ดำเนินรายการ

อาจารย์ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง นักวิชาการอิสระที่คร่ำหวอดในงานด้านพิพิธภัณฑ์มาเป็นเวลานาน ทั้งในบทบาทของนักวิชาการ และภัณฑรักษ์ โดยตำแหน่งสุดท้ายของงานด้านพิพิธภัณฑ์คือ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์สิรินธร หรือ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวอย่างน่าสนใจว่า “พิพิธภัณฑ์ที่ดี ไม่ควรเต็มไปด้วยเนื้อหาที่แน่นไปด้วยตัวหนังสือ แต่ควรมีรูปแบบในการทำที่เรียกว่า Visual Presentation ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบของป้ายคำบรรยายที่พอเหมาะพอควร รูปถ่ายประกอบที่เหมาะสม การใช้วิดีโอ การใช้แผนผังที่ดูง่าย ที่สำคัญคือ ต้องคุ้มค่ากับการลงทุน” นอกจากนั้นพิพิธภัณฑ์ที่มิใช่เป็นแหล่งเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างจินตนาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น “พิพิธภัณฑ์ไม่ได้สร้างเพื่อผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ควรมีพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใช้ต่างวัย อย่างพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศออสเตรเลียจะมีพื้นที่สำหรับเด็กเรียกว่า Mini museum for under five เป็นพิพิธภัณฑ์ก่อนวัยเรียน ซึ่งในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเด็กก่อนวัยเรียนด้วย โดยจะแบ่งห้องต่าง ๆ ให้เด็กเรียนรู้ เช่น การใช้เทคโนโลยีในการถ่ายภาพ หรือระบายสี เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเขาต้องการให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้มากที่สุด รวมทั้งสร้างจินตนาการให้เด็กด้วย”

ดร. พธู คูศรีพิทักษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศึกษา กลุ่มวิชาพิพิธภัณฑ์ศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในงานด้านพิพิธภัณฑ์ว่า เมื่อหลายปีก่อนได้มีโอกาสได้ไปฟังปาฐกถาที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงบรรยายว่า พิพิธภัณฑ์จะต้องเป็นที่สนุกสนาน และมีชีวิตชีวา เหมือนกับเป็น Living Museum และ จะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับทุกคน ซึ่งเป็นแบบอย่างในการทำพิพิธภัณฑ์ เพราะไม่ว่าจะศตวรรษไหนๆ ก็ยังคงใช้ได้อยู่ ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ในศตวรรษที่ 21 ควรเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ทั้งความรู้จากประสบการณ์จริง กระตุ้นให้คิด และสร้างความหมายใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ไปเรียนรู้ต่อ ความมีชีวิตชีวา การได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างภายในและภายนอก รวมทั้งการสื่อสารแบบพหุมิติ ผ่านรูป รส กลิ่น เสียง และการเกิดความเปลี่ยนแปลงทัศนคติบางอย่างไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แม้ว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะไปไกลแค่ไหน แต่หากไม่ได้สื่อสารแบบเห็นหน้าค่าตา หรือไม่ได้เรียนรู้ผ่าน รูป รส กลิ่น เสียง ก็ไม่ทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่แท้จริง ดังนั้นพิพิธภัณฑ์ในอนาคตน่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีพรมแดน และสลายกำแพงในเรื่องของการเรียนรู้ที่ทั้งในระบบหรือนอกระบบที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

อาจารย์จุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ทุกวันนี้วิวัฒนาการของพิพิธภัณฑ์พยายามให้เข้าสู่โลกของการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ทำให้บางพิพิธภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีมากเกินไปจนบดบังความสำคัญของเนื้อหาสาระที่เป็นแก่นของพิพิธภัณฑ์ “เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งเป็นศตวรรษที่มีความซับซ้อนสูง สังคมเปลี่ยนแปลงมาก ทว่าปรัชญาของความเป็นพิพิธภัณฑ์ก็น่าจะยังคงอยู่ แต่อาจจะมีการนำทฤษฎีมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Meaning (การสื่อความหมาย) หรือ Message (ข่าวสาร) หากเรามี Content (เนื้อหา) จะสื่อออกมาอย่างไร เพราะทฤษฎีมีดีอยู่จริง แต่บางทีก็ปฏิบัติตามไม่ได้ นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งคือ คนทั่วไปมักจะคิดว่าคนทำพิพิธภัณฑ์ เป็นผู้รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม จึงอยากจะให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะสามารถเปลี่ยนเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมได้ไหม จากสิ่งที่เราจะต้องคิดค้นคว้า หรือเก็บสะสมตลอดเวลา เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ออกมาสู่สังคมได้บ้างไหม รวมทั้งเรื่องของเจเนอเรชันต่างๆ ซึ่งในอนาคตกำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งพิพิธภัณฑ์ก็ต้องปรับแนวความคิดในการนำประโยชน์ขององค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ การถ่ายทอดมาใช้ในพิพิธภัณฑ์ให้มากขึ้น”

การเปิดมุมคิด ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญงานพิพิธภัณฑ์ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงที่จะยกกระบวนทัพการเรียนรู้ของเยาวชนไทยในการผูกสัมพันธ์กับสังคมทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก รวมถึงเป็นการส่งต่อมรดกทางความรู้อันทรงคุณค่าไปสู่ลูกหลานอย่างยั่งยืนต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งต่อไป ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊ก www.facebook.com/qsmtthailand อินสตาแกรม @queensirikitmuseumoftextiles

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,151 วันที่ 24 - 27 เมษายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline