
"หมอมนูญ" หนุนเปิดโรงเรียน ชี้การปิดเพื่อลดแพร่เชื้อผลได้ไม่คุ้มเสียกับเด็ก
"หมอมนูญ" แจงความแตกต่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่เมื่อติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ชี้การปิดโรงเรียนช่วยลดการแพร่เชื้อ แต่ประโยชน์สำหรับเด็กทางด้านสุขภาพน้อยมาก ผลได้ไม่คุ้มเสียกับเด็กที่ต้องหยุดเรียน
29 มกราคม 2564 นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ใจความว่า
ความแตกต่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่เมื่อติดเชื้อไวรัสโควิด-19
โรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดขณะนี้ส่วนใหญ่แพร่ระบาดมาจากผู้ใหญ่มากกว่าจากเด็ก ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กก็สามารถรับเชื้อและแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นได้เหมือนกับผู้ใหญ่ แต่เด็กเมื่อรับเชื้อ ส่วนใหญ่เด็กจะไม่มีอาการ หรือเมื่อป่วยก็มีอาการน้อย โอกาสต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่าผู้ใหญ่และคนสูงอายุมาก อัตราตายของเด็กจากโรคโควิด-19 ก็ต่ำกว่าไวรัสทางเดินหายใจตัวอื่นๆมาก
การปิดโรงเรียนมีประโยชน์ช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อจากเด็กสู่เด็ก แล้วแพร่ต่อให้แก่ผู้ใหญ่และคนสูงอายุในบ้าน ส่งผลให้ลดการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของคนสูงอายุ แต่ประโยชน์สำหรับเด็กทางด้านสุขภาพน้อยมาก เมื่อเทียบกับเด็กต้องหยุดเรียน ลดโอกาสในการเรียนรู้
โอกาสเด็กรับเชื้อในโรงเรียนเป็นไปได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่สามารถเว้นระยะห่าง การใส่หน้ากากอนามัยให้ถูกวิธีตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆก่อนเอามือมาขยี้ตา แคะจมูก ทำได้ค่อนข้างยาก มีเด็กจำนวนมากอยู่ในห้องเรียนที่เล็ก อากาศถ่ายเทไม่ดี
เราต้องยอมรับโรคโควิด-19 ยังอยู่กับเราอีกนาน การปิดโรงเรียนต่อไป ผลได้ไม่คุ้มเสียสำหรับเด็ก ผมเห็นด้วยในอีกไม่กี่วันทุกโรงเรียนกำลังจะเปิดการเรียนการสอนแล้ว
เมื่อมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครูสอนเด็กทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนอันดับต้นๆ หากครูติดเชื้อ ครูสามารถแพร่เชื้อให้กับเด็กในห้องเรียนได้ ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคโควิดสำหรับเด็ก กำลังรอผลการศึกษาของประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนในเด็ก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"หมอยง" ชี้ยอดฉีดวัคซีนโควิด-19ทั่วโลกเพิ่มเป็นทวีคูณสิ้นม.ค.คาดพุ่ง100ล้านโดส
อัพเดท อาการผู้ว่าฯสมุทรสาคร ยังมีความหวัง-ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนปอด
"สมุทรสาคร" ติดเชื้อโควิด-19 ใหม่พุ่ง 765 ราย
2เหตุผลที่ “คลายล็อกดาวน์” บิ๊กตู่ รู้ว่าทุกคนกำลังลำบาก
ยอดโควิด 29 ม.ค.64 ทั่วโลกผู้ป่วยเพิ่ม 5.74 แสนราย รวม 101.98 ล้านราย






