
ชาวนาเล็งกู้ 4.2 พันล้าน ติดเครื่องขายน้ำสู้ภัยแล้ง
สมาพันธ์เครือข่ายชาวนา สั่งชัตดาวน์ทั่วประเทศห้ามปลูกข้าว เผยเสี่ยง เจ๊งแน่นอน เตรียมเสนอขอสินเชื่อ ธ.ก.ส. ให้กับสมาชิกหันมาผลิตน้ำดื่มครบวงจร 850 แห่งทั่วประเทศ คาดใช้งบกว่า 4.2 พันล้านบาทแก้ผลกระทบภัยแล้ง-เพิ่มงาน-สร้างเงินให้ชุมชน การันตีรายได้ยั่งยืน เล็ง 2 ปีข้างหน้า เปิดสำนักงานผลิตน้ำดื่มในกลุ่มประเทศอาเซียน
นายปัญญา จุลอำพันธ์ นายกสมาพันธ์เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากวิกฤติภัยแล้งในปีนี้ที่รุนแรง ทางสมาพันธ์ได้ประกาศให้สมาชิกทั่วประเทศหยุดทำนา เพราะถ้าขืนปลูกเจ๊งแน่นอนจากไม่มีน้ำเพียงพอ ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือสมาชิกชาวนา ทางสมาพันธ์จะดำเนินการขอสินเชื่อในโครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี วงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาทของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นแหล่งเงินสนับสนุน โดย ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 7 ปีแรก คิดดอกเบี้ย 4% ต่อปี อัตราเดียวกับต้นทุนแบงก์
"ในแนวทางการดำเนินงานจะมี 2 วิธีด้วยกัน คือ 1. จะยื่นหนังสือถึงนายกฤษฏา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ 2. ทาง ธ.ก.ส. โดยตรง เพื่อขอสินเชื่อสนับสนุนโครงการติดตั้งเครื่องผลิตน้ำดื่มสะอาด ตั้งเป้าหมาย 850 แห่ง จะใช้งบประมาณลงทุน 5 ล้านบาทต่อแห่ง/สาขา ในวงเงิน 4.25 พันล้านบาท ภายใน 1 ปีจะให้ครอบคลุมทุกอำเภอ หลังจากนั้นในอีก 2 ปีข้างหน้า จะเปิดสำนักงานผลิตน้ำดื่มเพื่อสุขภาพในต่างประเทศกลุ่มอาเซียน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ ให้เกษตรกรและเกิดการสร้างานในชุมชน รวมทั้งลูกหลานของเกษตรกรจะไม่ย้ายถิ่นฐานไปประกอบอาชีพอื่น"
ทั้งนี้หลังจากที่ ธ.ก.ส. ปล่อยกู้แล้ว จะนำเงินไปจัดสร้างสำนักงาน และโรงงานโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตน้ำดื่ม มีการฝึกอบรมเผยแพร่ความรู้แก่พนักงาน เจ้าหน้าที่ และผู้สนใจ เพื่อเปิดดำเนินการ รวมถึงการจัดสัมมนาเชิงปฎิบัติแก่บุคลากรสาขาต่างๆ และผู้สนใจ โดยจะติดตั้งในพื้นที่เป้าหมายในหมู่บ้าน/อำเภอที่ไม่มีวิกฤติภัยแล้ง หลังจากนั้นอาจจะต่อยอดไปติดตั้งเครื่องผลิตน้ำดื่มที่โรงเรียน สถานพยาบาล และค้าปลีกในชุมชน โดยรายได้จากการขายน้ำดื่มคาดจะตกเดือนละ 2.4 แสนบาท ในเงินดังกล่าวนี้จะหักค่าบริหารจัดการที่สมาพันธ์ช่วยเหลือ 30% ประมาณ 7.2 หมื่นบาทต่อเดือน และมีรายได้สุทธิเข้ากองทุนหมู่บ้านเดือนละ 1.68 แสนบาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายประเทศกำลังประสบกับวิกฤติภัยแล้ง อันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศและสภาพทางภูมิศาสตร์เปลี่ยนแปลง ส่งผลมให้มีปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษต่างๆ ดังนั้นหากโครงการผลิตน้ำดื่มข้างต้นได้รับการอนุมัติปล่อยกู้ เพื่อให้คนไทยได้บริโภคน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย ทางทีมงานของสมาพันธ์เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทยมีแผนจะร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรปริญญา (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่ายธุรกิจการค้าการลงทุนอาเซียน ในการสั่งซื้อเครื่องผลิตน้ำดื่ม จากบริษัท เหิงจีอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทผู้คิดค้นวิจัยและผลิตอุปกรณ์ปรับโมเลกุลน้ำ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้ได้รับรางวัลจากงานเอ็กโป สิ่งประดิษฐ์รุ่นที่ 7 ของมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,149 วันที่ 17 - 20 เมษายน พ.ศ. 2559
นายปัญญา จุลอำพันธ์ นายกสมาพันธ์เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากวิกฤติภัยแล้งในปีนี้ที่รุนแรง ทางสมาพันธ์ได้ประกาศให้สมาชิกทั่วประเทศหยุดทำนา เพราะถ้าขืนปลูกเจ๊งแน่นอนจากไม่มีน้ำเพียงพอ ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือสมาชิกชาวนา ทางสมาพันธ์จะดำเนินการขอสินเชื่อในโครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอี วงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาทของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นแหล่งเงินสนับสนุน โดย ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 7 ปีแรก คิดดอกเบี้ย 4% ต่อปี อัตราเดียวกับต้นทุนแบงก์
"ในแนวทางการดำเนินงานจะมี 2 วิธีด้วยกัน คือ 1. จะยื่นหนังสือถึงนายกฤษฏา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ 2. ทาง ธ.ก.ส. โดยตรง เพื่อขอสินเชื่อสนับสนุนโครงการติดตั้งเครื่องผลิตน้ำดื่มสะอาด ตั้งเป้าหมาย 850 แห่ง จะใช้งบประมาณลงทุน 5 ล้านบาทต่อแห่ง/สาขา ในวงเงิน 4.25 พันล้านบาท ภายใน 1 ปีจะให้ครอบคลุมทุกอำเภอ หลังจากนั้นในอีก 2 ปีข้างหน้า จะเปิดสำนักงานผลิตน้ำดื่มเพื่อสุขภาพในต่างประเทศกลุ่มอาเซียน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ ให้เกษตรกรและเกิดการสร้างานในชุมชน รวมทั้งลูกหลานของเกษตรกรจะไม่ย้ายถิ่นฐานไปประกอบอาชีพอื่น"
ทั้งนี้หลังจากที่ ธ.ก.ส. ปล่อยกู้แล้ว จะนำเงินไปจัดสร้างสำนักงาน และโรงงานโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตน้ำดื่ม มีการฝึกอบรมเผยแพร่ความรู้แก่พนักงาน เจ้าหน้าที่ และผู้สนใจ เพื่อเปิดดำเนินการ รวมถึงการจัดสัมมนาเชิงปฎิบัติแก่บุคลากรสาขาต่างๆ และผู้สนใจ โดยจะติดตั้งในพื้นที่เป้าหมายในหมู่บ้าน/อำเภอที่ไม่มีวิกฤติภัยแล้ง หลังจากนั้นอาจจะต่อยอดไปติดตั้งเครื่องผลิตน้ำดื่มที่โรงเรียน สถานพยาบาล และค้าปลีกในชุมชน โดยรายได้จากการขายน้ำดื่มคาดจะตกเดือนละ 2.4 แสนบาท ในเงินดังกล่าวนี้จะหักค่าบริหารจัดการที่สมาพันธ์ช่วยเหลือ 30% ประมาณ 7.2 หมื่นบาทต่อเดือน และมีรายได้สุทธิเข้ากองทุนหมู่บ้านเดือนละ 1.68 แสนบาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายประเทศกำลังประสบกับวิกฤติภัยแล้ง อันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศและสภาพทางภูมิศาสตร์เปลี่ยนแปลง ส่งผลมให้มีปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษต่างๆ ดังนั้นหากโครงการผลิตน้ำดื่มข้างต้นได้รับการอนุมัติปล่อยกู้ เพื่อให้คนไทยได้บริโภคน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย ทางทีมงานของสมาพันธ์เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทยมีแผนจะร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรปริญญา (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่ายธุรกิจการค้าการลงทุนอาเซียน ในการสั่งซื้อเครื่องผลิตน้ำดื่ม จากบริษัท เหิงจีอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทผู้คิดค้นวิจัยและผลิตอุปกรณ์ปรับโมเลกุลน้ำ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้ได้รับรางวัลจากงานเอ็กโป สิ่งประดิษฐ์รุ่นที่ 7 ของมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,149 วันที่ 17 - 20 เมษายน พ.ศ. 2559






