
เล็งตีกรอบเสริมอาหาร ใช้ฉลากRFIDคุมมาตรฐาน ตรวจเข้มร้านค้านับพัน
ส.อ.ท. ตีกรอบอาหารเสริม เล็งใช้ฉลาก RFID สร้างมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย ประเดิม 10 แบรนด์สินค้าชั้นนำพร้อมใช้ หลังพบตัวเลขผู้บริโภคเสียชีวิตจากปัญหาสินค้าปลอมต่อเนื่อง รวมถึงส่งออกมีปัญหา ทั้งเตรียมผสานกำลังหน่วยงานรัฐ ออกตรวจร้านค้าขายสินค้าอันตราย 4 มุมเมือง กว่าพันแห่ง
นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เรื่องเร่งด่วนหลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่งประธานกลุ่ม คือ การเตรียมนำฉลาก RFID (Radio Frequency Identification) บนผลิตภัณฑ์เสริมอาหามาใช้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสินค้าไม่มีคุณภาพ สินค้าปลอม และไม่ปลอดภัย เนื่องจากการผลิตและการใส่วัตถุดิบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยทางกลุ่มอุตสาหกรรม จะทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อวางแนวทางมาตรฐานของฉลากดังกล่าว
ปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมฯ มีสมาชิกเป็นโรงงานผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ 40-50 ราย จากจำนวนผู้ประกอบการทั้งระบบกว่า 500 รายทั่วประเทศ ซึ่งทุกโรงงานมีความพร้อมและต้องการใช้ฉลากดังกล่าว แต่ขึ้นอยู่กับเจ้าของแบรนด์สินค้าที่จะใช้ฉลาก RFID หรือไม่ แต่เชื่อว่าในปีแรกน่าจะมีแบรนด์สินค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกว่า 10 แบรนด์ที่จะใช้ฉลากดังกล่าว เนื่องจากเป็นฉลากที่จะรับรองคุณภาพและความปลอดภัยให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ
“แนวทางการทำงานขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับอย. เพื่อวางมาตรฐาน ส่วนการใช้ฉลากดังกล่าว ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ ได้ทำการทดสอบระบบมากว่า 1 ปีแล้ว จึงสามารถใช้งานได้ทันที แต่คาดว่าในอีก 1-2 เดือนนับจากนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการนี้อย่างเป็นทางการ และเริ่มมีแบรนด์สินค้าที่ได้รับฉลากดังกล่าวออกวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จะมีเจ้าหน้าที่คอยออกตรวจสอบ และสุ่มตรวจสินค้าอย่างต่อเนื่องว่าสินค้าที่ได้รับฉลากไปแล้ว มีสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ มีการใส่สารปลอมปนหรือต้องห้ามหรือไม่ หรือมีการนำเอาฉลากมาใช้โดยไม่ขออนุญาตหรือไม่ หากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีถึงที่สุดด้วย”
ในส่วนของผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ฉลากนั้น จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับการรับฉลากไปติดบนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเฉลี่ย 5-6% ของงบประมาณการตลาด โดยจะมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งจะควบคุมให้ค่าใช้จ่ายอยู่ในเกณฑ์หลักหมื่นบาท แบรนด์สินค้าที่ได้รับความนิยมหรือเป็นแบรนด์ที่มียอดขายสูงหลัก 100 ล้านบาทขึ้นไป เชื่อว่ามีความพร้อมที่จะเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เนื่องจากฉลากจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและป้องกันสินค้าปลอมได้อีกทางหนึ่งด้วย
นายนาคาญ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาอันตรายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการบริโภคอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นปัญหาที่กระทบต่อธุรกิจส่งออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไปต่างประเทศด้วย ซึ่งในระยะยาวจะทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจโดยรวมได้ เนื่องจากเริ่มเกิดปัญหาการไม่ยอมรับสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทย ขณะที่การทำงานของหน่วยงานภาครัฐ จะพบว่าไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงและครอบคลุม โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จึงต้องเข้ามามีบทบาทและทำงานเสริมกับหน่วยงานภาครัฐ
“ปัญหาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีทั้งโรงงานที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง แต่ผลิตสินค้าไม่ถูกต้อง โรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และการผลิตสินค้าโดยนำเอาเลข อย.ของคนอื่นมาใช้ ซึ่งพวกที่เป็นตลาดมืดในปัจจุบันถือว่ามีจำนวนมากยอดขายน่าจะมากกว่า 50% หรืออาจจะเท่ากับสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายที่วางขายอยู่ในปัจจุบัน โรงงานบางแห่งมีการผลิตสินค้าโดยมีสินค้าถูกกฎหมายเอาไว้บังหน้า แต่หลังโรงงานผลิตสินค้าผิดกฎหมายก็มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งกลุ่มโรงงานพวกนี้น่าจะมีมากกว่า 100 โรงงาน โดยเขาจะใส่สารต้องห้าม หรือสารอันตรายที่ต้องควบคุมโดยเภสัชกร และต้องกินในปริมาณที่พอดี รวมถึงการเปลี่ยนอนุพันธ์ของวัตถุดิบที่เป็นอันตราย แล้วนำมาใส่ในผลิตภัณฑ์ ทำให้การตรวจสอบไม่พบ”
ทั้งนี้ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานปราบปรามยาเสพติด กองบังคับการปราบปรามคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) รวมถึงกลุ่มโซเชียลมีเดีย เนื่องจากปัจจุบันสินค้าเสริมอาหารที่ผิดกฎหมายขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเฟซบุ๊กซึ่งมีเว็บเพจแนะนำ ทำให้ผู้บริโภคอาจจะเข้าใจผิดว่าได้รับการรับรอง ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จึงจะมีการประสานงานเพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกัน
นอกจากนี้ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จะทำการสุ่มตรวจและล่อซื้อสินค้าเสริมอาหาร ที่วางจำหน่ายตามร้านค้าต่างๆ ใน 4 มุมเมืองด้วย เนื่องจากพบว่าร้านค้าต่างๆ เหล่านี้มักจะมีสินค้าผิดกฎหมายวางจำหน่าย โดยเฉพาะร้านค้าที่เคยมีประวัติขายสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งคาดว่ามีจำนวนร้านค้ากว่า 1 พันร้านค้า ที่ขายสินค้าผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แนวทางต่างๆ ดังกล่าวถือเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะที่ 2 สิ่งสำคัญประการแรก คือ ผู้บริโภคจะต้องมีความรู้และความเข้าใจถึงอันตรายจากการบริโภคสินค้าเสริมอาหาร โดยเฉพาะ 4 กลุ่มหลักที่พบว่ามีสินค้าปลอมมากที่สุด คือ กลุ่มลดน้ำหนัก บำรุงผิว อายุวัฒนะ และเสริมสรรถภาพทางเพศชาย ซึ่งความจริงควรบริโภคตามความจำเป็น และพอดี รวมถึงควรทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายและการบริโภคอาหาร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,148 วันที่ 14 - 16 เมษายน พ.ศ. 2559
นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เรื่องเร่งด่วนหลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่งประธานกลุ่ม คือ การเตรียมนำฉลาก RFID (Radio Frequency Identification) บนผลิตภัณฑ์เสริมอาหามาใช้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสินค้าไม่มีคุณภาพ สินค้าปลอม และไม่ปลอดภัย เนื่องจากการผลิตและการใส่วัตถุดิบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยทางกลุ่มอุตสาหกรรม จะทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อวางแนวทางมาตรฐานของฉลากดังกล่าว
ปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมฯ มีสมาชิกเป็นโรงงานผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ 40-50 ราย จากจำนวนผู้ประกอบการทั้งระบบกว่า 500 รายทั่วประเทศ ซึ่งทุกโรงงานมีความพร้อมและต้องการใช้ฉลากดังกล่าว แต่ขึ้นอยู่กับเจ้าของแบรนด์สินค้าที่จะใช้ฉลาก RFID หรือไม่ แต่เชื่อว่าในปีแรกน่าจะมีแบรนด์สินค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกว่า 10 แบรนด์ที่จะใช้ฉลากดังกล่าว เนื่องจากเป็นฉลากที่จะรับรองคุณภาพและความปลอดภัยให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ
“แนวทางการทำงานขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับอย. เพื่อวางมาตรฐาน ส่วนการใช้ฉลากดังกล่าว ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ ได้ทำการทดสอบระบบมากว่า 1 ปีแล้ว จึงสามารถใช้งานได้ทันที แต่คาดว่าในอีก 1-2 เดือนนับจากนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการนี้อย่างเป็นทางการ และเริ่มมีแบรนด์สินค้าที่ได้รับฉลากดังกล่าวออกวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จะมีเจ้าหน้าที่คอยออกตรวจสอบ และสุ่มตรวจสินค้าอย่างต่อเนื่องว่าสินค้าที่ได้รับฉลากไปแล้ว มีสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ มีการใส่สารปลอมปนหรือต้องห้ามหรือไม่ หรือมีการนำเอาฉลากมาใช้โดยไม่ขออนุญาตหรือไม่ หากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีถึงที่สุดด้วย”
ในส่วนของผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ฉลากนั้น จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับการรับฉลากไปติดบนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเฉลี่ย 5-6% ของงบประมาณการตลาด โดยจะมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งจะควบคุมให้ค่าใช้จ่ายอยู่ในเกณฑ์หลักหมื่นบาท แบรนด์สินค้าที่ได้รับความนิยมหรือเป็นแบรนด์ที่มียอดขายสูงหลัก 100 ล้านบาทขึ้นไป เชื่อว่ามีความพร้อมที่จะเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เนื่องจากฉลากจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและป้องกันสินค้าปลอมได้อีกทางหนึ่งด้วย
นายนาคาญ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาอันตรายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการบริโภคอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นปัญหาที่กระทบต่อธุรกิจส่งออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไปต่างประเทศด้วย ซึ่งในระยะยาวจะทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจโดยรวมได้ เนื่องจากเริ่มเกิดปัญหาการไม่ยอมรับสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทย ขณะที่การทำงานของหน่วยงานภาครัฐ จะพบว่าไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงและครอบคลุม โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จึงต้องเข้ามามีบทบาทและทำงานเสริมกับหน่วยงานภาครัฐ
“ปัญหาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีทั้งโรงงานที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง แต่ผลิตสินค้าไม่ถูกต้อง โรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และการผลิตสินค้าโดยนำเอาเลข อย.ของคนอื่นมาใช้ ซึ่งพวกที่เป็นตลาดมืดในปัจจุบันถือว่ามีจำนวนมากยอดขายน่าจะมากกว่า 50% หรืออาจจะเท่ากับสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายที่วางขายอยู่ในปัจจุบัน โรงงานบางแห่งมีการผลิตสินค้าโดยมีสินค้าถูกกฎหมายเอาไว้บังหน้า แต่หลังโรงงานผลิตสินค้าผิดกฎหมายก็มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งกลุ่มโรงงานพวกนี้น่าจะมีมากกว่า 100 โรงงาน โดยเขาจะใส่สารต้องห้าม หรือสารอันตรายที่ต้องควบคุมโดยเภสัชกร และต้องกินในปริมาณที่พอดี รวมถึงการเปลี่ยนอนุพันธ์ของวัตถุดิบที่เป็นอันตราย แล้วนำมาใส่ในผลิตภัณฑ์ ทำให้การตรวจสอบไม่พบ”
ทั้งนี้ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานปราบปรามยาเสพติด กองบังคับการปราบปรามคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) รวมถึงกลุ่มโซเชียลมีเดีย เนื่องจากปัจจุบันสินค้าเสริมอาหารที่ผิดกฎหมายขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเฟซบุ๊กซึ่งมีเว็บเพจแนะนำ ทำให้ผู้บริโภคอาจจะเข้าใจผิดว่าได้รับการรับรอง ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จึงจะมีการประสานงานเพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกัน
นอกจากนี้ ทางกลุ่มอุตสาหกรรมฯ จะทำการสุ่มตรวจและล่อซื้อสินค้าเสริมอาหาร ที่วางจำหน่ายตามร้านค้าต่างๆ ใน 4 มุมเมืองด้วย เนื่องจากพบว่าร้านค้าต่างๆ เหล่านี้มักจะมีสินค้าผิดกฎหมายวางจำหน่าย โดยเฉพาะร้านค้าที่เคยมีประวัติขายสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งคาดว่ามีจำนวนร้านค้ากว่า 1 พันร้านค้า ที่ขายสินค้าผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แนวทางต่างๆ ดังกล่าวถือเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะที่ 2 สิ่งสำคัญประการแรก คือ ผู้บริโภคจะต้องมีความรู้และความเข้าใจถึงอันตรายจากการบริโภคสินค้าเสริมอาหาร โดยเฉพาะ 4 กลุ่มหลักที่พบว่ามีสินค้าปลอมมากที่สุด คือ กลุ่มลดน้ำหนัก บำรุงผิว อายุวัฒนะ และเสริมสรรถภาพทางเพศชาย ซึ่งความจริงควรบริโภคตามความจำเป็น และพอดี รวมถึงควรทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายและการบริโภคอาหาร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,148 วันที่ 14 - 16 เมษายน พ.ศ. 2559






