
"คนไทย" จะได้กินผักแบบปลอดภัยได้มากขึ้น ถ้าเกษตรอินทรีย์ “ใจสู้”
คนไทยจะได้กินผักแบบปลอดภัยได้มากขึ้น ถ้าเกษตรอินทรีย์ “ใจสู้”
สังคมยุคใส่ใจสุขภาพ อาหารปลอดภัย ปลอดสารพิษ เป็นสิ่งที่ได้ยินหรือมีคนพูดถึงกันมากขึ้น ส่งผลไปถึงพฤติกรรมการทานอาหารที่หันมา ทาน ผัก ผลไม้ ปลอดภัยหรือปลอดสารพิษกันเพิ่มมากขึ้น แม้จะยังไม่ใช่อัตราการเติบโตที่มากนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่า ตลาดผักปลอดสารพิษ หรือที่รู้จักกันในนามของตลาดสีเขียวนั้น มีอัตราการเติบโตที่ดีและมีอนาคตไกล ส่งผลให้เกษตรกรส่วนหนึ่งเปลี่ยนใจจากการใช้สารเคมี มาปลูกผักแบบไร้สารเคมีไปด้วย
แม้จะมีข้อมูลตัวเลขจากมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์เพียง 0.38 เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบเป็น 570.409 ไร่ของพื้นที่เกษตรกร แต่ความต้องการบริโภคอาหารปลอดภัย ผักปลอดสาร ก็ยังคงมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โอกาสการเติบโตของตลาดผักปลอดสารพิษก็น่าจะเติบโตไปด้วย ในอนาคตการทำเกษตรแบบไร้สารเคมีก็ต้องมีเพิ่มมากขึ้นแน่นอน
เฉกเช่น “ลุงไทย” เกษตรกรหัวใจเกษตรอินทรีย์ ลุงได้เห็นเพื่อนเกษตรกรใช้สารเคมีจนเสียชีวิตไปแล้วหลายคน จึงได้เปลี่ยนตัวเองมาเป็นเกษตรอินทรีย์ เพราะ “กลัวตาย”
จนสุดท้ายก็สำเร็จเกินคาดคิด ลุงได้มีรายได้ พอเลี้ยงครอบครัวแบบสบาย ไม่มีหนี้สิน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่มีใครจะคิดว่า ผืนป่าหัวโล้นที่แห้งแล้งกับ “ลุงไทย”ผู้ที่ปลูกข้าวโพดซ้ำเล่าซ้ำเล่ามาหลายสิบปี จะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นผู้ที่พลิกฟื้นผืนดิน ให้กลายมาเป็นแผ่นดินทอง แหล่งสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้หนีพ้นจากความจน สู่แปลงผักที่สร้างรายได้งดงามในทุกๆวัน
“ลุงไทย” หรือ ลุงกฤต อินต๊ะงาม เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการปลูกข้าวโพดมาสู่การเป็นเกษตรกร PGS น่าน เมื่อปี 2559 จากที่เคยปลูกข้าวโพด 53 ไร่มายาวนาน
ครั้งนั้น ลุงไทย ใช้ที่ดินเพียง 2 ไร่ เพื่อเริ่มต้นใหม่ กับ ชีวิตที่เรียนรู้การผลิตพืชผักเกษตรอินทรีย์ โดยมี เลมอนฟาร์ม สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสส. เป็นพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา และให้การสนับสนุนองค์ความรู้ในทุกด้าน เพื่อให้ลุงไทยได้ก้าวพ้นจากการทำเกษตรแบบวังวนเดิม ๆ ใช้สารเคมี ซึ่งมีแต่หนี้ และสุขภาพที่ทรุดโทรม
ลุงไทย เล่าว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจว่า ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเดิม คือ มองเห็นเพื่อนที่ใช้สารเคมีปลูกอ้อยด้วยกันมา เริ่มตายจากไปทีละคน ๆ จึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยน ก่อนจะเสียชีวิตเหมือนเพื่อน ๆ
หลังจากไปถูกส่งไปเรียนเพื่อหาองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์
ลุงไทย ได้ใช้เวลาตลอด 6 เดือนอย่างบ้าคลั่ง เพื่อพลิกฟื้นผืนดิน ครานั้นแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ที่ได้มาเห็นที่ทำกินของลุง ยังส่ายหน้า พร้อมบอกกับลุงอีกว่า ดินที่ถูกทำร้ายด้วยการเผาและใช้สารเคมีมายาวนานขนาดนี้ จะพลิกฟื้นให้ปลูกพืชผักอย่างอื่นได้อย่างไรกัน?
แต่ท้ายสุด “ลุงไทย” ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นกันแล้วว่า “ลุงทำได้ เกษตรอินทรีย์ สามารถทำได้ ถ้าใจสู้”
หลังจากผ่านไป 6 เดือน ผืนดินผืนเดียวกันนี้ ผ่านการพลิกฟื้นด้วยสองมือของลุงไทย
จนสามารถปลูก”มะนอย” หรือ บวบเล็ก ซึ่งเป็นพืชพื้นที่ถิ่นที่คนชอบทานได้
นอกจากการปลูกลุงไทยต่อยอดด้วยความรู้ทางออนไลน์ ให้ภรรยาช่วยขาย โดยโพสต์ผ่านไลน์ และขายผ่านทางช่องทางออนไลน์ ปรากฎมีลูกค้าสนใจมารับซื้อกันถึงบ้าน หลังจาก มะนอย ติดตลาด “ฟักทองญี่ปุ่น” ก็เป็นพืชลำดับต่อมาที่สร้างเม็ดเงินให้กับลุงไทยได้อย่างดี เพราะหลังจากได้ปลูกจนฟักทองออกผลผลิต ปรากฏว่า เก็บขายได้ถึง 100 กิโลกรัม/สัปดาห์ และขายในราคา 60 บาท/กิโลกรัม
นี่ยังไม่นับรวมกับพืชผักสวนครัวอื่น ๆ ที่ปลูกเพิ่มมากขึ้น
รวม ๆ แล้วพืชผักที่ปลูกไว้ทำให้ ลุงไทย มีรายได้ประมาณ 800-1,000 บาท/วัน
“ นี่แหละ เมื่อเปลี่ยนการทำการเกษตร ให้มาเป็นการทำแบบเกษตรอินทรีย์ ในที่สุดก็มีชีวิตอยู่ได้สบาย มีรายพอดีพอกินและมีชีวิตที่ปลอดภัย ทำให้ชีวิตดีขึ้นมาก...” ลุงไทย บอกพร้อมรอยยิ้ม
เห็นแล้วก็อย่าลืมอุดหนุนผักเพื่อสุขภาพเพื่อช่วยเกษตรอินทรีย์กันเยอะๆนะ






