
“มาเร็ว-หายเร็ว”ประสบการณ์แพทย์ไทย“รักษาโควิด”
กรมการแพทย์ เผย ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยโควิด-19 กว่า 200 ราย ชี้ มาเร็ว-รักษาเร็ว-หายเร็ว เตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้บริหารทรัพยากรร่วมกันให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ
นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงประสบการณ์การดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19ของโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ว่า ที่ผ่านมาโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ประสานความร่วมมือกับโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน สถาบันการแพทย์สังกัดกระทรวงกลาโหม ราชวิทยาลัยและสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ตรวจคัดกรองตามเกณฑ์เฝ้าระวังและสอบสวนโรคที่ผ่านมาได้ดูแลผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาล ปัจจุบันยังนอนรักษาเพียง 12 ราย ซึ่งเตรียมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศเพื่อพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นได้ต่อไป
ด้านผศ.นพ.พจน์ อินทลาภาพร อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ หัวหน้างานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวถึงบทเรียนจากการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ร.พ.ราชวิถี ที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ตั้งแต่กลุ่มที่ไม่มีอาการ กลุ่มมีอาการเล็กน้อย กลุ่มมีอาการปานกลาง และกลุ่มอาการรุนแรงและมีปอดอักเสบว่า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคและมีผู้ป่วยมาก ภารกิจหลักของรพ.ราชวิถีคือรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยอาการหนักเป็นลำดับแรกก่อน มีจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 69 ราย ในจำนวนนี้มีปอดอักเสบ 33 ราย คิดเป็น 47.82 % ปอดอักเสบชนิดรุนแรง 10 ราย คิดเป็น 14.49 % รักษาหาย 64 ราย เสียชีวิต 4 ราย เฉพาะในจำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบจากโควิด-19ทั้งหมด 33 ราย รักษาหาย 29 ราย เสียชีวิต 4 ราย โดยทีมแพทย์ที่ให้การรักษาได้มีการสรุปบทเรียนตัวอย่างผู้ป่วยบางรายที่ทำให้ประชาชนและสหวิชาชีพต่างๆได้เรียนรู้
รายแรก ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 31 ปี มีไข้หนาวสั่น 11 วัน โดย 5 วันก่อนมารพ.เริ่มไอและเหนื่อยมากขึ้น เข้ารับการรักษาที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งด้วยอาการปอดอักเสบ อีก 2 วันขอกลับบ้าน อีก 1 วันอาการไม่ดีขึ้นเข้ารับการรักษาในรพ.รัฐและส่งต่อมารพ.ราชวิถี และได้รับการยืนยันว่าปอดอักเสบจากโควิด-19 มีการรักษาโดยการให้ยาฟาวิพิราเวียร์ ร่วมกับยาต้านไวรัสเอชไอวีดารุนาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ยาคลอโรควิน และยาอะซิโทรมัยซิน
หลังรักษาผู้ป่วยรายนี้ 3 วันด้วยยาดังกล่าว ตรวจไม่พบไวรัส หลัง 5 วัน,7วัน,14วันและ28 วัน ก็ไม่พบไวรัสเช่นกัน สรุปจากผู้ป่วยรายนี้ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์รายแรก ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่ายานี้น่าจะได้ประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยปอดอักเสบจากโควิด-19 จึงเสนอให้นำยาฟาวิพิราเวียร์เข้าสู่แนวทางการรักษา และประเทศไทยสั่งนำเข้ายาชนิดนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรายนี้แม้ว่าอายุน้อยความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงจะน้อยกว่า แต่รายนี้ก็มีปอดอักเสบและมารักษาล่าช้าถึง 11 วันและมีอาการปอดอักเสบแล้ว
รายที่ 2 ชายไทย อาย 55 ปี ไม่มีโรคประจำตัว มีอาการไข้ ไอมา 13 วันก่อนมารพ. เข้ามาพบแพทย์ด้วยปอดอักเสบ และอีก 4 วันต่อมาผู้ป่วยเสียชีวิต ยังตรวจพบไวรัสในร่างกาย แม้จะให้การรักษาด้วยยาเช่นเดียวกับรายแรกและใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ด้วย แต่ผู้ป่วยรายนี้มีปัจจัยเสี่ยง คือ อายุมากมีความเสี่ยงที่จะอาการรุนแรงจากโรค มีอาการปอดอักเสบ และมาเข้ารับการรักษาล่าช้าถึง 13 วัน ซึ่งแม้ผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัว แต่ถ้าอายุมาก ร่วมกับการมาพบแพทย์ช้า จึงมีโอกาสได้รับการรักษาช้า ดังนั้น ผู้ป่วยที่อายุมากเมื่อมีอาการ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ และไม่ควรปกปิดประวัติว่าไปสัมผัสโรคมาอย่างไร
รายที่ 3 เป็นหญิงไทย อายุ 57 ปี ไม่มีอาการ เพราะตรวจเจอจากการเฝ้าระวังเนื่องจากเผ็นผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยยืนยันที่เป็นลูกสาว เข้ารับรักษาด้วยอาการสบายดี จนเข้าสู่วันที่ 5 ของการตรวจพบโควิด-19 จึงมีอาการไข้ ไอ เหนื่อยมากขึ้น และปอดอักเสบ ให้ยาฟาวิพิราเวียร์และยาอื่นๆเช่นเดียวกัน และไข้ขึ้นต่อเนื่องตลอด 7 วันหลังวินิจฉัย เมื่อให้การรักษาแล้วดีขึ้น ไข้ลดลง ปอดอักเสบลดลง บทเรียนคือเฉลี่ยแล้วในกลุ่มที่มีอาการในวันที่ 5-7 มีโอกาสที่จะมีปอดอักเสบ แต่ผู้ป่วยที่มีอาการมาก ไม่มีโรคประจำตัว เมื่อพบแพทย์และได้รับการรักษาเร็ว ก็มีโอกาสที่จะรักษาหาย ดังนั้น ประชาชนไม่ควรประมาทควรรับพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการ
ขณะที่ พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวว่า สถาบันโรคทรวงอกให้ความสำคัญการป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ โดยเน้นการคัดกรองผู้ป่วยใหม่และผู้ป่วยเก่าที่มีความเสี่ยงในผู้ป่วยที่สงสัยโควิด-19 นอกอาคาร โดยเปิดจุดตรวจในพื้นที่คลินิกไข้หวัด การพัฒนาหอผู้ป่วยเฉพาะกิจที่ได้มาตรฐาน ป้องกันการแพร่เชื้อให้กับประชาชนคนอื่น การจัดหอพักผู้ป่วยความดันลบ โดยนำความรู้จากการรักษาผู้ป่วยวัณโรคมาประยุกต์ใช้ ทำให้รับมือการรักษาได้เป็นอย่างดี






