
บทเรียน "เกาหลีใต้" ปิดโอกาส "ระบาดซ้ำ" ในไทย
โฆษกศบค. ยกสถานการณ์ระบาดซ้ำในเกาหลีใต้ เป็นแนวทางการ "ติดตามตัว" รายบุคคลในไทย เพื่อสกัดเชื้อโควิด ย้ำอีกรอบ การ์ดต้องไม่ตก
วันที่ 10 พ.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงถึงสถานการณ์ข่าวที่น่าสนใจในต่างประเทศว่า สาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ มีรายงานเข้ามาว่า ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้แถลงว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ เมื่อวานนี้ (9 พฤษภาคม 2563) มี 18 ราย
ในจำนวน 17 รายมีความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยชายวัย 29 ปี ที่มีประวัติไปเที่ยวคลับและบาร์ย่านอิแดวอนในกรุงโซลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ได้สั่งการให้ติดตามผู้ที่ไปสถานที่ดังกล่าวในวันและเวลาเดียวกันกับผู้ป่วยรายนี้มาตรวจหาเชื้อ ซึ่งคาดว่าจะมีมากขึ้นประมาณ 1,500 คน แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นยอมพบกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเข้ารับการตรวจ ส่วนนายกเทศมนตรีกรุงโซลได้ออกคำสั่งให้คลับ บาร์ สถานท่องเที่ยวยามราตรีของกรุงโซลปิดโดยไม่มีกำหนด
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า หลายสำนักข่าวได้ตีความว่าการทำงานของเกาหลีใต้ที่ใช้ตรวจมาก ๆ โดยที่ไม่ต้องปิดเมือง หรือมีปิดเมืองก็น้อยมาก และทุกอย่างดำเนินการโดยปกติ แต่ในที่สุดแล้วก็ต้องใช้ระบบผสม คือทั้งปิดและตรวจด้วย แต่พอเจอเชื้อก็ต้องปิดอีกเหมือนกัน ซึ่งหลาย ๆ ประเทศก็ได้ทดลองวิธีต่างๆ โดยไทยเองก็ไม่ได้แตกต่างเช่นกัน ต้องมีมาตรการที่ต้องเข้มข้นอยู่เสมอ
"เกาหลีใต้ได้รับการชื่นชมถึงการตรวจหาผู้ติดเชื้อ แต่เมื่อเขามีผู้ป่วยรายใหม่ จนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เขาต้องปรับระบบจากการตรวจแบบปูพรม มาผสมกับการตรวจแบบจำเพาะเจาะจงเป็นบางกลุ่ม ซึ่งหลายประเทศก็ดำเนินการ ของประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน ดังนั้นเราจึงต้องเข้มข้นเสมอ การ์ดตกไม่ได้ ขอภาวนาให้เกาหลีใต้ควบคุมโรคให้ได้ และต่อไปนี้ เราต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับการติดตามตัวบุคคล เหมือนเช่นเกาหลีใต้ที่ต้องติดตามตัวบุคคลถึงพันกว่าคน จึงต้องใช้แอพพลิเคชั่นเข้ามาช่วย เหมือนจีนที่ประสบความสำเร็จในการติดตามตัวบุคคล ซึ่งเรื่องดังกล่าวปรากฏในข้อกำหนดที่ออกตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลักการนี้ขอความร่วมมือประชาชน เพราะการผ่อนคลายในระยะที่ 2 ต้องให้ความสำคัญกับตรงนี้"
โฆษก.ศบค. รายงานถึงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ของโลก มีผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมอยู่ที่ 4,100,778 ราย อาการหนักประมาณ 47,000 ราย หายป่วยแล้วประมาณ 1,400,000 ราย และเสียชีวิตไป 280,000 กว่าราย โดยอันดับของ 10 ประเทศแรกของจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมวันนี้ยังคงอยู่ในอันดับเดิมเช่นเมื่อวานนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับที่ 1 มีผู้ป่วยยืนยันสะสมประมาณ 1,300,000 ราย รองลงมา สเปน ประมาณ 260,000 ราย อิตาลี 210,000 ราย ตามด้วยราชอาณาจักร รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมัน บราซิล ตุรกี และอิหร่าน ตามลำดับ ขณะที่ประเทศไทยก็ยังอยู่ในอันดับที่ 66 ของโลกเช่นเดิม
สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 10 ประเทศอันดับแรก อันดับที่ 1 ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา แต่ลำดับที่ 2 และ 3 สลับกัน โดยรัสเซียขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 แทนบราซิล ที่ลงไปอยู่อันดับที่ 3 ขณะที่เปรู ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 5 แทนอินเดียซึ่งลงไปอยู่อันดับที่ 6 รวมทั้งซาอุดิอาระเบียก็สลับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 9 แทนตุรกี ที่ไปอยู่อันดับ 10 ทั้งนี้จำนวนของผู้ป่วยรายใหม่จะเป็นการกระจายตัวในอเมริกา อเมริกาใต้ และรัสเซีย ส่วนผู้เสียชีวิตรายใหม่ที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมง พบว่า อันดับที่ 1 สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตไปแล้วถึง 1,422 ราย บราซิล 639 ราย สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) 346 ราย เม็กซิโก 193 ราย โดยมีประเทศอินเดีย รัสเซีย และเปรู เข้ามาใหม่
สำหรับประเทศไทยวันนี้ ยอดผู้ติดเชื้อสะสมขณะนี้ 3,009 ราย ใน 68 จังหวัด ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมยอดเสียชีวิตสะสม 56 ราย หายป่วยกลับบ้านได้เพิ่มอีก 7 ราย รวมยอดหายป่วยสะสม 2,794 ราย และรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 159 ราย โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5 ราย ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้านี้ 2 ราย เป็นหญิงไทยอายุ 44 ปี ภูมิลำเนา กทม. โดยมีอาการไอ ถ่ายเหลว ในวันที่ 5 พ.ค. และชายไทย อายุ 80 ปี ภูมิลำเนา จ.นราธิวาส กลุ่มเดินทางกลับจากต่างประเทศ และเข้า State Quarantine 3 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 41 ปี กลับมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วันที่ 2 พ.ค. เป็นชายอายุ 26 ปี และอายุ 27 ปี เป็นนักศึกษากลับจากประเทศปากีสถาน วันที่ 7 พ.ค. มีอาการป่วยขณะพักที่ State Quarantine และยังไม่รวมผู้ป่วยรายใหม่ตามกระแสข่าวที่ระบุว่าพบที่ จ.ภูเก็ตอีก 4 ราย เพราะตัวเลขยืนยัน 5 ราย เป็นตัวเลขที่พบเมื่อวันที่ 9 พ.ค. ส่วนตัวเลข 4 ราย ผลตรวจเพิ่งออกมาเมื่อเช้าวันนี้ จึงยังไม่นำมานับรวม
โฆษก ศบค. กล่าวถึงกรณีการทดลองเปิดให้บริการห้างสรรพสินค้าวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม นี้ โดยการใช้วิธีการ Sandbox เป็นเพียงการออกแบบวิธีการที่ใช้ทดลองเท่านั้น ซึ่งหากทุกห้างสรรพสินค้าไม่สามารถทำได้ก็จะมีเพียงบางห้างสรรพสินค้าที่จะทดลองการให้บริการก่อน หรืออีกรูปแบบที่มีการหารือ เนื่องจากในตอนนี้มีหลายห้างสรรพสินค้าที่เปิดให้บริการ แต่อาจมีการให้บริการเพียง 20% ก็อาจมีการขยายการให้บริการเป็น 30% หรือ 50% ทั้งนี้ ต้องรอมติจากที่ประชุม ศบค. ในวันที่ 15 พฤษภาคม 63 เพื่อพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ
"การเปิดให้บริการ กิจการ/กิจกรรม ต่าง ๆ มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่ละเลยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ได้ให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง และจะต้องช่วยกันไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มมากขึ้น"
โฆษก ศบค. กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นจังหวัดที่ต้องจับตามองอยู่ตลอด จากการรายงานอย่างไม่เป็นทางการพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ประกอบกับในช่วงเวลาของมาตรการผ่อนปรนที่มีการเดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ตอยู่เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพแรงงาน ซึ่งจากการเดินทางของประชาชนในแต่ละจังหวัดอย่างต่อเนื่องทำให้ไม่สามารถจำกัดการดูแลเฉพาะพื้นที่ได้ ขณะเดียวกันได้มีการกำหนดกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม คือ 1. บุคลากรทางการแพทย์ 2. ผู้ต้องขังแรกรับ หรือผู้ต้องกัก 3. คนขับรถสาธารณะ 4. พนักงานไปรษณีย์ หรือพนักงานส่งของ 5. แรงงานต่างด้าว และ 6. กลุ่มอาชีพเสี่ยง เช่น สถานบันเทิง โดยกลุ่มดังกล่าวนี้จะต้องดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิด
โฆษก ศบค. กล่าวเพิ่มเติมถึงการติดตามบุคคลที่เดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยง ที่ขณะนี้ในต่างประเทศได้มีการติดตามเฝ้าระวังด้วยการติดตั้งแอปพลิเคชัน ซึ่งถ้าเราจะเข้าสู่มาตรการที่ 2 หลักการดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เมื่อภาครัฐมีการออกแอปพลิชันเพื่อช่วยในการติดตามสถานการณ์ จึงขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยกันลงทะเบียน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สังคมของเรามีความแน่นแฟ้น อีกทั้งเพื่อให้การรักษาเป็นไปได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ โฆษก ศบค. ยังกล่าวถึงการตั้งตู้ปันสุขที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายจังหวัด เพื่อแบ่งปันอาหารให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีกันของคนไทย






