
สธ.ปูพรมตรวจหาเชื้อโควิด ให้ครบ400,00ราย
7 พฤษภาคม 2563 นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยพบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในไทยจำนวนน้อยลง และรัฐบาลได้ผ่อนปรนมาตรการต่างๆให้ 6 กลุ่มผู้ประกอบกิจการซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสีขาว แต่ถ้าหากประชาชนหย่อนยานในการป้องกันตนเอง ก็อาจจะทำให้สถานการณ์กลับมาพบการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 ได้
ดังนั้น เพื่อเป็นการควบคุมโรคในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เพิ่มมาตรการการเฝ้าระวังเชิงรุกโดยค้นหาผู้ติดเชื้อทั้งในกลุ่มเสี่ยงและสถานที่เสี่ยง จากเดิมเน้นเฉพาะการค้นหาในผู้ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือคนในครอบครัว และเป็นแนวปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพฯ โดยมอบให้อยู่ในอำนาจการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ พิจารณาจากสถานการณ์ของพื้นที่เป็นหลักโดยจะสนับสนุนการตรวจด้วยการตรวจหาเชื้อจากน้ำลาย แทนวิธีการตรวจหาเชื้อจากโพรงจมูกซึ่งการตรวจจากน้ำลายจะประหยัดกว่า จากค่าใช้จ่ายที่ 2,500 บาทต่อ1 ตัวอย่างเหลือเพียง 500 บาท ซึ่งเน้นการตรวจหาผู้ป่วยติดเชื้อในพื้นที่ที่ๆมีการระบาดต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน และมีผู้ป่วยที่หาสาเหตุไม่ได้ โดยดำเนินการกับประชากรกลุ่มเสี่ยงและสถานที่เสี่ยงทั่วประเทศกับผู้ที่ไม่มีอาการใดๆ เช่น การตรวจเชื้อในน้ำลาย แทนการตรวจจากโพรงจมูก การตรวจโดยการนำตัวอย่างมาตรวจรวมกันในครั้งเดียว 5-10 ตัวอย่าง (Pooled Sample) โดยกำหนดค่าเป้าหมายการตรวจไว้ที่ 6,000 คนต่อประกร 1 ล้านคนภายในสัปดาห์นี้ โดยคาดประมาณการตรวจ 85,000 คนต่อเดือน
ทั้งนี้ ประชากรกลุ่มเสี่ยง หมายถึง กลุ่มที่มีแนวโน้มอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น แรงงานต่างด้าวที่อยู่รวมกันในที่พัก หรือโรงงาน ผู้ต้องขังแรกรับในเรือนจำ ผู้ต้องกักในศูนย์กักกันคนเข้าเมือง หรือกลุ่มที่มีโอกาสพบปะคนจำนวนมาก เช่น คนขับรถหรือพนักงานประจำรถสาธารณะ และอาชีพเสี่ยงอื่นๆ อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ และสถานทีเสี่ยง เช่น ตลาดนัด ศาสนสถาน สถานีขนส่งผู้โดยสาร สถานีรถไฟฟ้า ชุมชนแออัด เป็นต้น
อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่ารัฐบาลจะมีการผ่อนปรนมาตรการให้กับผู้ประกอบกลุ่มกิจการสีเขียวตามมา ซึ่งนักวิชาการมีความกังวลว่า จะกลับไปสู่การระบาดระลอกที่สองได้หรือไม่ จึงให้เร่งดำเนินการการตรวจเฝ้าระวังเชิงรุกในกลุ่มประชากรกลุ่มเสี่ยงซึ่งมีความแตกต่างจากการตรวจค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในชุมชน (Active Case Finding) ที่ได้ดำเนินไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-4 พฤษภาคม 2563 ประเทศไทยมีการตรวจเชื้อทางห้องปฏิบัติการไปแล้วกว่า 230,000 ตัวอย่าง หรือ คิดเป็นอัตราส่วนการตรวจหาเชื้อ 3,000 ต่อประชากร 1 ล้านคน ถือว่าเป็นสถิติการตรวจหาเชื้อที่มากว่าประเทศที่ควบคุมโรคได้ดี อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าจะตรวจทั้งประเทศให้ได้ 400,000 ตัวอย่างซึ่งที่เหลืออีก 170,000 ตัวอย่างนั้นจะเร่งรัดภายใน 1-2 เดือนโดยจะขยายการตรวจหาเชื้อโควิด จากอัตราส่วนการตรวจหาเชื้อ 3,000 ต่อจากประชากร 1 ล้านคน เป็น 6,000 ตัวอย่างต่อประชากร 1 ล้าน
เชื่อว่าสามารถทำได้เพราะระบบภายใต้สถานพยาบาลก็สามารถตรวจหาผู้ติดเชื้อเข้าเกณฑ์ผู้สงสัยติดเชื้อ PUI จำนวน 75,000-80,000 รายได้ภายใน 1 เดือน ส่วนที่เหลือให้คณะกรรมการโรคติดต่อทั้ง 77 จังหวัด และคณะกรรมการฯกทม. ไปกำหนดประชากรในพื้นที่ของตนเองเพื่อทำแผนและดำเนินการต่างๆ ทั้งนี้ ในจังหวัดที่มีประชากรน้อยกำหนดให้ต้องตรวจไม่น้อยกว่า 400 ราย ขณะที่ กทม.ต้องตรวจไม่น้อยกว่า 15,000 ราย
“สิ่งที่ได้ดำเนินการครั้งเพื่อวางแผนรองรับมาตรการผ่อนปรนให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า เราจะสามารถตรวจจับหาผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนอย่าประมาท ต้องดำเนินการทำแผนให้ครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงและทุกพื้นที่ตราบใดที่สถานการณ์ต่างประเทศยังไม่ดี และคาดว่า โรคนี้จะอยู่กับเราไม่น้อยกว่า 1-2 ปี ดังนั้น ประชาขนต้องมีความเข้มกับมาตรการ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งในส่วนของผู้ประกอบกิจการและประชาชนในการทำกิจกรรมต่างๆภายใต้การกำกับของรัฐโดยศบค.เพื่อให้ประชาชนอยู่ในวิถี new normal ได้อย่างปลอดภัย”






