thansettakij
thansettakij
2ปัจจัยชี้ขาดไทย“รอด-ไม่รอด”หลังผ่อนปรน 6 กลุ่มกิจการ

2ปัจจัยชี้ขาดไทย“รอด-ไม่รอด”หลังผ่อนปรน 6 กลุ่มกิจการ

07 พ.ค. 63 | 09:39 น.

สธ.เตือน 2 ปัจจัยชี้ชะตาไทยคุมโควิด “รอด-ไม่รอด” หลังผ่อนปรน 6 กลุ่มกิจการ เผย “สมคิด” จ่อถกภาคเอกชนร่วมมือ

7 พฤษภาคม 2563 นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อสังเกตหลังจากที่รัฐบาลได้มีการผ่อนปรนให้ 6 กลุ่มกิจการให้บริการแก่ประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจัยความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดในไทยนั้น ประกอบ 2 ส่วนสำคัญ คือ 1.เรื่องของการสนับสนุนให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือ wfh โดยในส่วนของราชการนั้นจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ต้องไม่ต่ำกว่า 50% และเหลื่อมเวลาทำงานกัน 

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนนั้น ทราบว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจจะได้ไปหารือกับภาคเอกชนเพื่อให้ดำเนินการอย่างจริงจัง ซึ่งหากไม่ดำเนินการก็จะเกิดปัญหาตามมาได้ 2.มาตรการใช้บังคับใช้กฎหมายผู้ที่กระทำความผิดกรณีการมั่วสุมชุมนุม ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวโดยเฉพาะเรื่องของการขายสุราซึ่งจะต้องไม่หย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ ทั้งสองถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน ด่านสำคัญต่อความสำเร็จ ก่อนนำมาสู่แผนและมาตรการการรองรับของกระทรวงสาธารณสุขในขั้นถัดไปในเรื่องของระบบการรักษาพยาบาล   

ด้านนพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับโควิด 19 และการเว้นระยะห่าง หรือ ดีดีซี โพลล์ (DDC poll) 8 ครั้ง ตั้งแต่มกราคม – 5 พฤษภาคม 2563 ในกลุ่มตัวอย่าง 27,843 คน พบว่า การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ และแอลกอฮอล์เจลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ ก่อนและหลังการรับประทานอาหาร จากครั้งที่ 1 ร้อยละ 61.2 เป็นร้อยละ 92.7 ในครั้งที่ 8 การสวมหน้ากากเมื่อมีอาการเจ็บป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อเพิ่มขึ้น จากครั้งที่ 1 ร้อยละ 56.2 เป็นร้อยละ 74.6 ในครั้งที่ 8 แต่มีอัตราการสวมหน้ากากลดลงจากครั้งที่ 5 ที่พบร้อยละ 94.9 ซึ่งเป็นช่วงที่มีรายงานผู้ป่วยจำนวนมาก ส่วนการสวมหน้ากากเมื่อไม่มีอาการเจ็บป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้รับเชื้อลดลง จากครั้งที่ 3 ร้อยละ 93.5 เป็นร้อยละ 75.7 ในครั้งที่ 8 นอกจากนี้ยังพบว่ามีประชาชนไม่สวมหน้ากากเพิ่มขึ้นเมื่อไม่มีอาการเจ็บป่วย เป็นร้อยละ 2.1 
สำหรับการเว้นระยะห่าง พบว่า ประชาชนรับรู้ว่าต้องเว้นระยะห่างจากผู้อื่น 1-2 เมตร เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 72.3 เป็นร้อยละ 94.1 แต่การลดความถี่และระยะเวลาในการไปในพื้นที่สาธารณะไม่เปลี่ยนแปลงมาก อาจเป็นเพราะประชาชนเชื่อว่า การเว้นระยะห่างทางกายช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อลดลงจากร้อยละ 84.8 เป็นร้อยละ 78.1