thansettakij
thansettakij
บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง

บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง

05 พ.ค. 63 | 08:00 น.

ความโกลาหลคนทะลักออกจากเกาะภูเก็ต จนเกิดข้อติดขัดท่ามกลางความไม่พอใจของมวลชนขยายวงเป็นความขัดแย้งระหว่างจังหวัด เป็นบทเรียนครั้งสำคัญของกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากขาดการประสานงานระหว่างกัน ที่อาจเกิดเหตุซ้ำรอยได้อีก

 

    โกลาหลไปทั้งฝั่งอันดามันเมื่อคนครึ่งหมื่นพร้อมยานพาหนะชะลักออกจากเกาะภูเก็ตเมื่อ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา แล้วไปติดค้างด่านคัดกรองจังหวัดต่าง ๆ ตามรายทางกลับบ้าน จนเกิดการโต้เถียงรุนแรงของมวลชนหน้าด่านกับเจ้าหน้าที่ ก่อนขยายวงเป็นความขัดแย้งระหว่างจังหวัดกับจังหวัด กระทั่งกระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนจังหวัดภูเก็ต ให้จัดระเบียบของผู้ประสงค์เดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ตเพื่อกลับภูมิลำเนาใหม่ พร้อมทั้งให้ประสานข้อมูลกับจังหวัดรายทางในการเดินทางผ่าน และจังหวัดปลายทางเพื่อเตรียมการรองรับได้ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้ปะทุขึ้นจากคลื่นมวลชนที่ทะลักออกจากภูเก็ตเพื่อกลับบ้านครั้งนี้
     บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง

นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า หนังสือปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0230/ 6963 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต  มีสาระสำคัญคือ จะพิจารณาให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และไม่สามารถดำรงชีพในการพักพิงอาศัยในจังหวัดภูเก็ต เดินทางออกนอกจังหวัดกลับภูมิลำเนาได้เป็นการเฉพาะกลุ่ม เฉพาะราย 

บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง

โดยให้จังหวัดภูเก็ตดำเนินการ ดังนี้ คือ  1. แจ้งรายชื่อผู้เดินทางออกจากจังหวัดภูเก็ต ให้จังหวัดปลายทางทราบ 2. ให้จังหวัดออกเอกสารรับรองการผ่านการคัดกรองจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ หรือผ่านกระบวนการกักกันตัวที่จังหวัดภูเก็ตครบ 14 วันแล้ว เพื่อให้ผู้เดินทางนำไปแสดงระหว่างเดินทางและเมื่อถึงจังหวัดปลายทาง
     

3. ให้มีหนังสือแจ้งรายชื่อผู้เดินทางให้จังหวัดต่าง ๆ ที่ผู้เดินทางจะต้องเดินทางผ่านทราบ 4. ให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เดินทาง ออกจากจังหวัดให้ถูกต้อง ณ วันที่เดินทาง
     

โดยการดำเนินการให้ผู้ประสงค์กลับภูมิลำเนาลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อรับหนังสือรับรองผ่านการคัดกรองและจัดระเบียบการเดินทาง ในส่วนของผู้ที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วก่อนหน้านี้ ขอให้ดาวน์โหลดหนังสือรับรองผ่านการคัดกรอง ตามที่กำหนดเพื่อใช้ประกอบการเดินทางต่อไป
  บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง    

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  การลงทะเบียนออนไลน์กลับภูมิลำเนานั้น มีขั้นตอนคือ 1. ลงทะเบียน ที่เว็บไซต์ www.phuket.go.th/ เพื่อรับหนังสือรับรองการเดินทางข้ามจังหวัด( FIT--to-Travel)   2. กรอกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลตามแบบฟอร์ม  3. พิมพ์หนังสือรับรองทุกหน้าติดตัวไว้แสดงกับเจ้าหน้าที่
    

จากนั้นขั้นตอนที่ 4. ต้องจองคิวออกเดินทาง โดยเข้าเว็บ https://bit.ly/2xsd7EV และกรอกข้อมูลตามแบบฟอร์ม พร้อมเลือกช่วงเวลาที่จะเดินทาง โดยจะเปิดให้ช่วงละ(ชั่วโมงละ 300 คน)  ช่วงใดเต็มแล้วต้องเลือกช่วงเวลาอื่น  โดยระบบจะตัดรายชื่อภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน และในขั้นตอนที่ 5 ติดตามผลการจองคิว โดยตรวจสอบได้ที่  www.phuket.go.th ตั้งแต่เวลา 19.00 น.ของทุกวัน ซึ่งจะแจ้งผลการลงทะเบียนและช่วงเวลาที่จองเดินทาง เมื่อถึงวันที่จองคิวได้ ให้เดินทางไปด่านท่าฉัตรไชย ตามเวลาที่กำหนด พร้อมเอกสาร 
    

ซึ่งด่านท่าฉัตรไชยสามารถรองรับบริการได้วันละ 5,000 คน 
    บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง

(ผู้ตกค้างกว่า 1,400 คน หน้าด่านฉัตรไชยที่ปิดกระทันหันเพื่อจัดระเบียบใหม่ในวันแรกของการเปิดด่านภูเก็ต จนต้องกระจายคนไปพักตามสถานที่ใกล้เคียงต่าง ๆ เพื่อรอการเดินทางในวันต่อ ๆ มา)

บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 3 พ.ค. 2563 หลังจัดระบบการลงทะเบียนออนไลน์ใหม่ มียอดผู้เดินทางจากภูเก็ตกลับภูมิลำเนาที่ลงทะเบียนในระบบ Phuketsmartcheckpoint รวม 3,392 คน โดยแจ้งกลับบ้านที่นครศรีธรรมราชมากสุด 507 คน ตรัง 315 คน และจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้หลักเกิน 100 คน ขณะที่ผู้เดินทางกลับบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน) ภาคเหนือ ภาคกลาง และตะวันออก เกือบครบทุกจังหวัด โดยมียอดลดหลั่นกันลงมา 
    

ส่วนในวันที่ 4 พ.ค.2563 แจ้งยอดรวม 1,082 คน โดยมีจุดหมายนครศรีธรรมราชมากสุดเช่นเคยที่ 215 คน ตรัง 97 คน เป็นต้น โดยในระบบลงทะเบียนให้แจ้งช่วงการเดินทางรายชั่วโมง ส่วนใหญ่จะเดินทางแต่เช้า เริ่มที่รอบ 05.00-06.00 น. และหนาแน่นไปถึงรอบ 09.00-10.00 น. ถัดจากนั้นมีจำนวนลดน้อยลง จนถึงรอบ 17.00-18.00 น. ก็แทบจะไม่มีคนแจ้งเดินทาง
    

บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ตเปิดให้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เดินทางออกนอกเขตจังหวัดภูเก็ตเพื่อกลับภูมิลำเนา เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2-8 พฤษภาคม นี้  ซึ่งในการลงทะเบียนขอกลับภูมิลำเนารอบก่อนหน้ามีผู้แสดงความจำนงไว้ถึงกว่า 40,000 คน 

บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง
    

การมีข้อมูลที่ชัดเจนของผู้เดินทาง ทั้งจำนวนและภูมิลำเนาที่จะเดินทางกลับ ทำให้สามารถบริหารการเดินทางของพื้นที่รายทางในการเดินทางกลับ ซึ่งมีทั้งที่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล รถเช่าเหมา หรือรถโดยสารที่ทางรัฐหรือจังหวัดปลายทางจัดหามารับญาติที่น้องตนเองกลับบ้าน โดยปลายทางสามารถเตรียมการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเข้าศูนย์ระดับจังหวัด หรือระดับชุมชนตำบล-หมู่บ้าน เพื่อเฝ้าดูอาการ 14 วัน 
  

บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง  

มีแม้กระทั่งมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างแถมพ่วงหลัง ของครอบครัวผู้แสวงโอกาสในภูเก็ต เมื่อต้องปิดยาวต่อไปจากพิษโควิด ต้องตัดสินใจยกครัวกลับบ้านโดยมีมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงตัว เป็นพาหนะหอบหิ้วทั้งลูกเมีย เดินทางจากเกาะภูเก็ตกลับภูมิลำเนา ซึ่งแจ้งว่าเป็นจังหวัดทางภาคอีสาน แต่ก็ดั้นด้นไปโดยยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่วัน
    

คำสั่งด่วนปลัดมหาดไทยเมื่อหลังเที่ยงวันศุกร์ที่ 1 พ.ค. 2563 เกิดจากความโกลาหลของคลื่นผู้คนกว่า 5,000 คนและยวดยาน ที่ต่อแถวรอคิวผ่านด่านคัดกรองท่าฉัตรไชย  ไปข้ามสะพานสารสินขึ้นแผ่นดินใหญ่เพื่อเดินทางกลับบ้านกันแต่เช้ามืด 
    

พอสาย ๆ ปรากฎว่าขบวนคนเดินทางที่ออกจากภูเก็ต ไปถูกกักที่ด่านท่านุ่น จังหวัดพังงาบ้าง ด่านบ้านอ่าวลึก จังหวัดกระบี่บ้าง เพราะแต่ละจังหวัดยังตั้งด่านคัดกรอง ห้ามคนเดินทางผ่านเข้าออกพื้นที่ตามนโยบายรัฐบาล โดยยอมให้ผ่านเข้าสำหรับผู้มีภูมิลำเนาในท้องที่ตนเองเท่านั้น จนมีรถสะสมติดขัดหน้าด่านยาวเหยียด รวมทั้งคนที่ยังรอผ่านด่านท่าฉัตรไชยที่เริ่มได้รับข่าวสาร ว่าไม่สามารถเดินทางผ่านพื้นที่รายทางได้ ยิ่งเวลาผ่านไปโดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน ว่าตกลงแล้วสามารถเดินทางไปจนถึงบ้านได้หรือไม่ อุณหภูมิของมวลชนหน้าด่านยิ่งร้อนแรงขึ้นทุกขณะ 
  

บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง  

(แบนเนอร์ในสื่อสังคมว่อนกระบี่-ภูเก็ตขณะปะทุความขัดแย้งรุนแรง) 

การโต้เถียงบานปลายเป็นความแตกแยกระหว่างภูเก็ตกับกระบี่ เมื่อนายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าฯกระบี่ ที่ได้รับมอบหมายดูแลด่านบ้านนาเหนือ อ.อ่าวลึก เขตต่อจังหวัดพังงา ยืนยันไม่เปิดด่านให้คนออกจากภูเก็ตผ่านทาง เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะมีคนนำเชื้อมาแพร่ในพื้นหรือไม่ เพาะไม่มีระบบตรวจสอบรับรองจากสาธารณสุข และภูเก็ตเปิดด่านให้คนออกโดยไม่แจ้งจังหวัดข้างเคียงเพื่อวางมาตรการรองรับ ช่วงหนึ่งถึงกับระเบิดคำพูดว่า ภูเก็ตปล่อยคนมาแพร่เชื้อให้จังหวัดอื่น ทำให้คนภูเก็ตไม่พอใจและตอบโต้จนกลายเป็นศึกโซเชียล กระทั่งต่อมานายสมควรยอมกล่าวขอโทษ แต่ในหนังสือรายงานเหตุการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาและกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า การดำเนินการของจังหวัดภูเก็ต สร้างปัญหาให้จังหวัดอื่น  
      

ขณะเดียวกันผู้ว่าฯหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ได้รายงานหารือปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนเหตุการณ์จะบานปลายไปกว่านี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งถึงจังหวัดภูเก็ต ให้จัดระบบการเปิดให้คนเดินทางกลับภูมิลำเนาใหม่ โดยให้ประสานข้อมูลกับจังหวัดรายทางและภูมิลำเนาผู้เดินทาง เพื่อให้มีมาตรการรองรับ ขณะเดียวกันก็แจ้งจังหวัดต่าง ๆ ที่เป็นทางผ่านให้เปิดเส้นทาง และจังหวัดปลายทางที่เป็นภูมิลำเนาของผู้เดินทาง ต้องนำผู้เดินทางกลับเข้าระบบตรวจสอบคัดกรอง 14 วันตามระบบสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด 
   บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง

บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง  

จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก นอกจากคนพื้นที่แล้วยังมีผู้เดินทางเข้ามาพักอาศัย ทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยว คนเดินทาง ยังมีคนที่เข้ามาทำมาหากินด้วยอาชีพต่าง ๆ ทั้งที่มีทะเบียนบ้านและไม่มีทะเบียน โดยเป็นพื้นที่ที่มีความรุนแรงของโรคโควิด-19 เป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ+นนทบุรี จึงมีมาตรการปิดล้อมพื้นที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงให้ปิดล้อมระดับตำบลทั้งเกาะ 
    

เดิมคนคาดหวังว่าการควบคุมจะสิ้นสุดลงตามอายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ภายในเดือนเมษายน แต่ต่อมามีการขยายไปอีก 1 เดือน โดยยังคงมาตรการเข้มข้นเดิมไว้ต่อไป โอกาสจะเริ่มกลับมาเปิดกิจการจึงเลื่อนออกไปอีก คนต่างถิ่นในภูเก็ตที่ไม่มีอาชีพและรายได้ จึงตัดสินใจกลับบ้านในวันที่ 1 พ.ค. ที่เผอิญตรงกับวันแรงงานแห่งชาติ และเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง จึงทะลักจนแน่นหน้าด่านท่าฉัตรไชยจนเกิดปัญหาดังกล่าว
บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง     

(แบนเนอร์ประชาสัมพันธ์ในเพจเฟซบุกสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่หลังการเผชิญหน้าคลี่คลายลง) 

ครั้งนี้เป็นบทเรียนของกระทรวงมหาดไทย โดยมาตรการบริหารเชิงพื้นที่เพื่อรับมือโรคติดเชื้อโควิด-19 นอกจากศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ในส่วนกลางแล้ว ได้มอบหมายให้จังหวัดเป็นหน่วยบริหารแต่ละพื้นที่ ซึ่งล้วนขึ้นตรงกระทรวงมหาดไทย เพื่อเลือกใช้ระดับมาตรการที่อ่อนแก่ได้ตามสภาพพื้นที่ แต่ต้องอยู่ในทิศทางเดียวกับส่วนกลาง
    

ปัญหาครั้งนี้เกิดจากการบริหารโดยดูแต่หน้างานตนเองเป็นหลักของจังหวัดภูเก็ต จึงไม่ได้ประสานเรื่องข้อมูลผู้เดินทางกลับกับจังหวัดปลายทาง หรือพื้นที่ในเส้นทางผ่าน ที่ยังยึดนโยบายปิดล้อมพื้นที่ ยับยั้งการเดินทางเข้าออกเขตจังหวัดอยู่ 
    

ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็คือปัญหาของกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บังคับบัญชาจังหวัดต่าง ๆ ที่ต้องกำกับดูแลให้การดำเนินงานของแต่ละจังหวัด ต้องประสานสอดคล้องกัน ไม่เกิดขัดติดขัดจนเป็นปัญหาให้ตามแก้ต่อเนื่องไป มิเช่นนั้นรายการ”สะดุดขาตัวเอง”ของคนมหาดไทย ก็จะเกิดซ้ำขึ้นอีกได้ในอนาคต
    

ที่พอจะเห็นร่องรอยแล้วอย่างกรณีห้าม-ไม่ห้ามซื้อขายเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ส่วนใหญ่ประกาศไฟเขียวให้ซื้อขายได้ แต่ต้องกลับไปกินที่บ้าน ห้ามรับประทานที่ร้าน แต่บางจังหวัดคงมาตรการเข้มกว่ายังห้ามซื้อขาย ภาวะหลุมอากาศที่ระดับของมาตรการไม่เท่ากันของพื้นที่จังหวัดต่อจังหวัด จะกลายเป็นตัวดึงดูดคนให้ข้ามเขตมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อเข้าไปอีก 
    

อย่าให้มหาดไทยต้องสะดุดขาตัวเองซ้ำสอง

บทเรียน”คนเผ่นภูเก็ต” เมื่อมหาดไทยสะดุดขาตัวเอง