thansettakij
thansettakij
“คลายล็อก”ปั๊บ  คนเห็นแก่ตัวพรึบเต็มถนน โควิดเฟส2มาแน่

“คลายล็อก”ปั๊บ คนเห็นแก่ตัวพรึบเต็มถนน โควิดเฟส2มาแน่

03 พ.ค. 63 | 00:02 น.
อัปเดตล่าสุด :03 พ.ค. 63 | 08:12 น.

หยุดยาว...แต่ไม่อยู่บ้านตามคำขอรัฐบาลแต่กลับแห่เดินทางท่องเที่ยว สิ่งนี้สะท้อนอะไร หากไม่ใช่การขาดความรับผิดชอบและจิตสำนึก มันจะกลายเป็นการกระตุ้นให้การแพร่ระบาดระลอก 2 หรือไม่

นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศคลายล็อกดาวน์ ให้มีวันหยุดในเดือนพฤษภาคม ตามปีปฏิทิน คือวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค., วันฉัตรมงคล 4 พ.ค., วันวิสาขบูชา 6 พ.ค. และวันพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 11 พ.ค.

ปรากฏว่าบนท้องถนนคลาคล่ำด้วยรถยนต์ที่มุ่งหน้าออกจากจังหวัดหนึ่งไปจังหวัดอื่น โดยเฉพาะ ถนนมิตรภาพ หรือสาย 304 ปั้มน้ำมันก็มีคนแวะพักจอด หนาแน่น มีรายงานว่าตามจังหวัดที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยว การจราจรติดขัดอย่างหนัก อาทิ จ.ตราด กระทั่งทางจังหวัดตราดประกาศล็อคดาวน์ โดยมติร่วมกันของประชาชนทั้งจังหวัด 

ส่วนจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเป็นอันดับสอง ก็เกิดความโกลาหล ประชาชนที่ไม่ใช่คนท้องที่เรียกร้องขอกลับบ้านเพราะไม่มีงานทำ 

ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทราก็ประกาศคุมเข้ม กักตัวประชาชนไม่ว่าจะเป็นคนในภูมิลำเนาหรือไม่หากมาจากพื้นที่เสี่ยง อย่าง จ.ภูเก็ต ต้องรายงานตัวคัดกรองต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อท้องที่ก่อนได้รับอนุญาต

ส่วนกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19  เป็นอันดับหนึ่งนั้น การเคลื่อนย้ายคนจากกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัดในช่วงเวลานี้ เกิดจากส่วนแรก ประชาชนที่ตั้งใจจะเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว เนื่องจากไม่ได้เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 

อนุมานว่าคนกลุ่มนี้มีวันหยุด แสดงว่า มีงานทำ ไม่ได้ประสบปัญหาเรื่องงานหรือขาดรายได้ อีกทั้งยังคิดว่าตนเองดูแลสุขภาพดี แข็งแรง

อีกส่วนหนึ่งคือ กลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ต้องการกลับไปภูมิลำเนา เพราะมาตรการผ่อนปรนยังมาไม่ถึงกลุ่มอาชีพของพวกเขา รายรับไม่มีเข้ามา มาตรการช่วยเหลือก็ยังไม่ทั่วถึง แต่รายจ่ายกลับเท่าเดิมและมีแต่จะเพิ่มขึ้น การกลับภูมิลำเนาจึงเป็นอีกทางออกหนึ่ง

หลายคนอาจคิดไปเองว่าตัวเลขผู้ป่วยลดลงแล้ว กลับมาคงไม่ติดเชื้อโควิด-19 และเชื่อว่า รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก

เพราะแม้ขณะนี้สถานการณ์ในไทยจะดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่าไว้วางใจได้ โดยการแพร่เชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นได้ทุกเมื่อ หากไม่ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน

แม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ยังคงข้อกำหนดการให้ประชาชนงดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด เว้นแต่มีความจำเป็นอยู่ จึงขอให้ประชาชนงดการเดินทางข้ามเขตจังหวัดโดยไม่มีเหตุอันจำเป็น เพราะการเคลื่อนย้ายของผู้คน จะเป็นเหตุของการกระจายเชื้อไปยังพื้นที่ต่างๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

แม้แต่จะมีคุณหมอหลายท่านออกมาเตือนก็ไร้ความหมาย อาทิ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากมาตรการที่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนปรับพฤติกรรมการอยู่ร่วมกัน ให้ความสำคัญกับการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) งดกิจกรรมทางสังคม เน้นอยู่บ้านให้มากที่สุดตามนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” แต่ก็ยังปรากฏว่า มีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ทำให้เสี่ยงที่จะแพร่เชื้อโรคโควิด-19 ไปยังครอบครัว และผู้คนในชุมชนได้

สิ่งนี้สะท้อนอะไร หากไม่ใช่การขาดความรับผิดชอบ ขาดวินัย และจิตสำนึก ความพยายามของรัฐบาลที่ออกมารณรงค์อย่างเข้มข้น ให้ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ คงจะล้มไม่เป็นท่า 

ความตั้งใจของรัฐบาลเพื่อคลายล็อกที่มีขึ้น ก็เพื่อให้ประชาชนได้มีวันหยุดพักผ่อน หลังจากขาดโอกาสช่วงสงกรานต์ และธุรกิจบางประเภทมีโอกาสฟื้นตัว แต่มันจะกลายเป็นการกระตุ้นให้การแพร่ระบาดระลอก 2 หรือไม่

ในโลกโซเชียลก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงกลุ่มประชาชนที่กระทำการแบบเห็นแก่ตัว ยังเดินทางท่องเที่ยว ไม่ตระหนักถึงพิษภัยโควิดที่ตนอาจแพร่กระจายเชื้อ หรือ รับเชื้อมา ทั้งยังทำให้กลุ่มคนที่เคร่งครัดต่อคำขอร้องของรัฐบาล เสียความความรู้สึก ทั้งที่ก็ประสบชะตากรรมเหมือนกัน พวกเขาต้องอยู่บ้าน หวังให้โรคระบาดสงบและสิ้นสุดโดยเร็ว

มีหลายประเทศที่ประกาศควบคุมโรคระบาดโควิด 19 ได้เร็วและปลดล็อก อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่นปรากฏว่า โควิด 19 ระลอก 2 กลับมาเร็วอย่างไม่ทันตั้งตัว

อยากฝากผู้มีฐานะ ให้ทบทวนการกระทำให้ดี จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเห็นแก่ตัวก็ตาม ในสถานการณ์การระบาด สิ่งสำคัญที่สุดคือการร่วมมือร่วมใจของประชาชน ทำตามที่รัฐบาลแนะนำอย่างเข้มงวดด้วยเถิดเพื่อฝ่าฝันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน