
ต้นแบบใหม่ของสังคมถ้าโควิดจะคาอยู่เป็นปี
“วีระศักดิ์” วิเคราะห์ต้นแบบใหม่ๆของสังคม ถ้าโควิดจะคาอยู่เป็นปี ยกเคส 3 สังคมโลก ทั้งแนะรื้อยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูปประเทศ กำหนดบทบาทของกันและกันในท่ามกลางโควิด ที่จะร่วมกันรับผิดชอบต่อส่วนรวม
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา กรรมาธิการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ของวุฒิสภา ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ต้นแบบใหม่ๆของสังคม ถ้าโควิดจะคาอยู่เป็นปี!! โดยมีข้อความดังนี้
ล่าสุด โรงชำแหละสุกรที่รัฐเซาท์ดาโกต้าซึ่งเป็นหนึ่งใน7โรงผลิตเนื้อสุกรที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐยอมถูกปิดลง หลังถูกเปิดโปงว่ากดดันให้แรงงานผิวสีไม่ให้ลางานแม้หลายคนจะติดเชื้อไปแล้วก็ตาม
คำถามเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารจึงดังขึ้นพอๆกับคำถามด้านความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และลูกจ้างสถานประกอบการ
เมื่อเร็วๆนี้ นักวิเคราะห์อนาคต นักออกแบบ นักเทคโนโลยี และผู้ออกแบบนโยบายสาธารณะหลายประเทศทั้งในยุโรป และสหรัฐรวมตัวนัดคุยออนไลน์กัน90คนเพื่อสำรวจประเมินโดยใช้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาจากมหาวิทยาลัย MITช่วยประกอบการประเมิน
ว่าถ้าโควิด19ต้องอยู่กับสังคมโลกไปแบบยาวข้ามปี จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมฝรั่งบ้าง
ไม่ว่าโควิดจะระบาดซ้ำด้วยความถี่ห่างอย่างไร ถ้ายังไม่ได้รับวัคซีนถ้วนหน้าหรือยารักษายังเป็นได้แค่ยาบำบัดอาการ
ขอย้ำว่านี่คือฝรั่งคิดกันเอง เอเชียไม่ได้ไปร่วมออกไอเดียอะไรด้วย แต่เมื่อผมศึกษาดูแล้วเห็นว่าเราอาจเลือกข้อมูลมาใช้เท่าที่เราเห็นประโยชน์พอได้ ก็จึงขอสรุปมาเล่าสู่กันในวันที่เราท่านก็ล็อคดาวน์ เฝ้าอยู่ในที่ตั้งถ้วนหน้าอย่างวันนี้
ข้อค้นพบแรกที่ฝรั่งนักวิเคราะห์เห็นพ้องคือ โควิด19ได้เล่นบทเตะแบบ"เถรกวาดลาน" จนปัญหาสั่งสมขั้นพื้นฐาน4ประการหงายผลึ่งแตกโพละ หัวฟาดพื้นไปพร้อมๆกัน
โพละ แรกคือ ฝรั่งเข้าสู่ภาวะการว่างงานหมู่ในวันที่งานเดิมก่อนโควิดก็หายากอยู่แล้วโดยถูกบังคับเพิ่มจากล็อคดาวน์ให้หมดงานพรวดเดียวพร้อมกัน ต่างจากสงครามโลกที่ฝรั่งทุกคนต้องหยุดงานเดิมเพื่อไปรับงานป้องกันประเทศ ไม่ไปแนวหน้าก็มาทำงานแนวหลัง แต่หนนี้ให้อยู่ในที่ตั้งไม่มีใครทำตัวเป็นผู้จ้าง
โพละ ที่สองคือ จู่ๆทุกเส้นเขตพรมแดนก็มีการเข้มงวดจน มด ก็ลอดไปมาแทบไม่ได้พร้อมกันหมด ล็อคทั้งด่าน ล็อคทั้งนโยบาย และที่แรงกว่า คือ"ล็อคทั้งหัวใจ"ด้วยด้วยทัศนคติ GU ต้องรอดกันก่อนเว้ย! ซึ่งก่อนโควิดก็ข้ามแดนยุ่งยากอยู่พอควรพอควรเพราะปัญหาของการก่อการร้าย ทำให้จู่ๆก็มีผู้ติดรออยู่ตามด่านทุกประเทศพร้อมกันแบบตื่นๆ และหางานยากขึ้นในทุกด้านของเส้นแบ่งแดน
โพละ ที่สามคือ โลกก่อนโควิด19ก็เครียดมากอยู่แล้ว ฝรั่งกำลังอ่อนล้าจากเรื่องเศรษฐกิจสังคมการเมืองความรุนแรง ความขัดแย้ง แล้วจู่ๆก็ถูกทับลงมาด้วยการระบาดใหญ่ที่ไม่ละเว้นใครทั้งนั้น ความเครียดจึงถูกบีบจนสติหลุดออกมา ใช้การทำลายตนเอง ใช้การปิดตัวเองจากสังคมเป็นทางออกหรือทำให้ความเอื้อเฟื้ออาทรต่อกันของสังคมถูกจำกัดลง มีการเลือกปฏิบัติอย่างน่ากลัวเกิดขึ้น
ข้อสังเกตที่สี่ แม้จะไม่แตก โพละ แต่ตื่นกังวลคือ ทางการของฝรั่งได้ใช้เทคโนโลยีสอดแนมพฤติกรรมกันเองมากขึ้น อย่างไม่เคยมีมาก่อน จากตรวจจับโลหะ ตรวจของเหลวมาจนถึงเวลานี้ตรวจอุณหภูมิ และไม่ได้ทำเฉพาะตอนขึ้นเครื่องบิน แต่แม้แต่จะเข้าร้านรวง เข้าอาคาร ขึ้นรถไฟฟ้า ก็ตรวจกันด้วยเทคโนโลยีและติดตามกันทางเทคโนโลยีด้วย อันนี้คนเอเชียดูจะไม่ค่อยหวั่น แต่สำหรับฝรั่งแล้ว ฝรั่งตกใจน่าดูครับ
และทีนี้ นี่คือข้อสรุปที่มีตามมาของวงวิเคราะห์นี้ นั่นคือ ภาคเศรษฐกิจทุกมิติ ต้องมีการจัดระบบระเบียบกันใหม่หมดจด เพื่อสังคมที่ควรออกแบบได้ ก่อนจะเละมากจนแก้ไม่ทัน มีตัวแบบจำลองที่ฝรั่งคิดให้เห็น สักสามแบบ
แบบแรกคือเลือกที่จะ "ปล่อยกลไกตลาดให้มันจัดตัวเองไป" ฝรั่งตั้งชื่อแบบจำลองแรกนี้ว่า" Piramid"ซึ่งมีผู้อยู่บนยอดน้อยราย และมีฐานไล่ลำดับทับเรียงเอาเปรียบกันลงมาเรื่อยๆจนถึงข้างล่างสุด นั่นคือกลุ่มผู้มั่งมีจะเข้าช้อนซื้อสินทรัพย์จากผู้เดือดร้อนในราคาถูกๆถ่างความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิมให้หนักขึ้นไปอีก ผลของมันคืออีกไม่นาน สังคมที่ถูกเอาเปรียบจะหา"แพะมารับบาป"เพราะความโกรธ
การเมืองในสังคมฝรั่งจะผุดกลุ่มใหม่ๆมากมายมาชี้นิ้วและนำม็อบออกมาเพื่อหา"แพะ" กลุ่มมาเฟียติดอาวุธในมุมมืดจะแสดงตนทั้งเพื่อคุ้มครองและฉกฉวย แน่นอนว่าทุกรัฐที่ปล่อยไปจนต้องตกอยู่ในสภาวะแบบนั้นจะไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากต้องใช้กำลังของรัฐที่เหนือกว่าเข้าปรามและควบคุม และอาจมีการปะทะ และเกิดความรุนแรงเพื่อให้สังคมอยู่ในความสงบนิ่งทั้งทางออนไลน์และนอกออนไลน์ ซึ่งรัฐเหล่านั้นจะจำต้องล้วงข้อมูลบุคคลออกมาวิเคราะห์และจำแนกความเสี่ยงกันยุ่งนุงนัง เกิดความกดดันและการแกะแก้ที่ซับซ้อนเพราะทุกอย่างจะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และกว่าจะสงบลงได้ก็จะนานนี่คือแบบแรก
แบบที่สองฝรั่งเรียกว่า"การปรากฏขึ้นของผู้ชี้นำที่น่านับถือ" อันนี้ฝรั่งเลือกใช้ศัพท์แทนด้วยคำว่า "the leviathan "โดยแนะว่ารัฐบาลฝรั่งอาจใช้อำนาจเข้าควบคุมกิจการเท่าที่จำเป็นเพื่อบริหารให้เจ้าใหญ่ในตลาดต้องกระจายทรัพยากร กระจายสินค้าและของจำเป็นให้ไปถึงมือภาคประชาชนอย่างเป็นธรรม จากนั้นรัฐก็ลงทุน(อาจจะจากเงินกู้ยืมแบบต่างๆ)เพื่อนำมาเล่นบท"ผู้ว่าจ้างงานสาธารณะรายใหญ่"
ทำให้ประชาชนมีงานทำ ได้ค่าตอบแทนตามสมควร และงานที่จ้างจะเน้นที่ความยั่งยืนของอนาคตและหรือเป็นความจำเป็นพื้นฐาน เช่นได้ความสะดวก สะอาด ปลอดภัย ได้ความเอื้ออาทรดูแลกันในสังคม ดูแลคนอ่อนแอ ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างน่าหดหู่ แนวนี้ผู้วิเคราะห์ชี้ว่าต้องอาศัยผู้นำที่เสียสละสูงมากสร้างศรัทธาเชื่อมั่นให้คนในสังคมเห็นว่าไม่มีใครได้เปรียบและทุกคนจะเริ่มยอมเหนื่อยยากไปด้วยกันจนกว่าสถานการณ์จะจบลง
อย่างไรก็ดีแนวทางนี้ตอนจบทุกคนจะต้องยอมเจออีก"ก็อก" นั่นคือการร่วมกันชำระหนี้ก้อนโตไปด้วยกัน แปลว่าภาษีของฝรั่งในวันที่ฟ้าสว่างจะต้องสูงขึ้นและฐานต้องกว้างขึ้นอย่างมาก แนวนี้เน้นปลุกระดมการรับผิดชอบร่วมกัน
แนวทางที่สาม รักษาบ้านเมืองด้วยการดูแลชุมชนให้เข้มแข็ง ฝรั่งเรียกแนวนี้ด้วยคำว่า" the village "วิธีนี้คือการส่งมอบความไว้วางใจให้ชุมชนได้จัดการตนเอง ชุมชนจะเร่งสร้างระบบภายในที่พึ่งพากันเอง ทั้งการเงิน การดูแลความมั่นคงทางอาหารและการได้รับปัจจัยสี่ หลายอย่างของชุมชนอาจมีการฝ่าฝืนกฏหมายและกติกากลางไปบ้าง แต่ไม่ใช่เพื่อโกงมาเป็นของคนใดคนหนึ่งแต่เพื่อชุมชน(ซึ่งจะมีทั้งที่เหมาะและไม่เหมาะ เช่นอาจตกลงยึดที่ป่า ลำน้ำหรือที่สาธารณะมาใช้ประโยชน์ชุมชนในระดับที่มากเกินไป )แต่สิ่งที่เกิดตามมาคือชุมชนเข้มแข็งขึ้น ทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ
การปะทะประลองกำลังกันในระดับท้องถิ่นจะเกิดขึ้นมากมาย แต่ในที่สุดจะสงบลงตามการต่อรองที่ยอมรับกันเองได้ต่อไป แต่ทั้งหมดนี้จะอยู่ได้อย่างเปราะบาง เพราะชุมชนส่วนมากมักไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะต้านภัยจากภายนอกได้นานนัก อีกทั้งจะก่อให้เกิดการเข้ารวมกลุ่มย่อยๆเพื่อให้กลุ่มตัวเอง"รอด"ด้วยการขีดกั้นผู้อื่นไม่ให้เข้าใกล้ชุมชนอาจดูเข้มแข็ง แต่สังคมประเทศอาจจะต้องร้าวลึก นี่เท่าที่ฝรั่งสรุปดูกันเองและกำลังคิดกันต่อว่าพวกเค้าจะรับฟังกันต่อยังไง และดูฝรั่งจะยังไม่เอ่ยถึงเรื่องจะเอาไงกับการที่เทคโนโลยีเข้ามาเฝ้าติดตามพวกเค้ากันในระหว่างการระบาดของโควิด
ผมเองก็เห็นว่าการล็อคดาวน์ในแต่ละระดับที่นานพอ ย่อมทำให้"มนุษย์"ทุกคนปรับตัวมากหรือน้อยอาจต่างกัน แต่ปรับตัวแน่ และเมื่อปรับตัวนานพอก็จะกลายเป็นบุคลิกใหม่ มารยาทสังคมใหม่ การออกแบบร่วมกันว่าจะผสมผสานทางเลือกข้างต้นอย่างไร จึงเป็นโจทย์สำคัญที่เราคนไทยและเพื่อนๆรอบบ้านอาจนำไปขบคิด
ที่จริงเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ ก็คงพอบอกตัวเองได้ ว่าเรายังพอมีจังหวะ และยังไม่ช้าไปในการรื้อชุดความคิดเกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ การกำหนดบทบาทของกันและกันในท่ามกลางโควิด ที่จะร่วมกันรับผิดชอบต่อส่วนรวม รับผิดชอบต่อการเปิดการคลาย และการต้องปิดล็อคดาวน์ใหม่ไปอีกเป็นระยะและคิดล่วงหน้าไปเรื่อยๆเผื่อวันที่หมดภัยโควิดเพราะมีวัคซีนหรือมียารักษาที่หากันได้ง่ายแล้ว ใช้เวลานี้เรียนรู้พัฒนาสูตรทางเศรษฐกิจแบบใหม่ๆไปด้วยกัน
เราจะสามารถร่วมกันผสมสูตรเชิงเศรษฐกิจอย่างไรที่จะเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และใช้เป็นฐานสร้างโอกาสให้อนาคตประเทศได้นานๆ ทั้งระหว่างล็อคดาวน์และเมื่อหลังโควิดก้าวผ่านไปได้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนปลอดภัย และเราต้องไม่ทิ้งกัน ชวนมาร่วมสร้างสรรค์ประเทศไทยด้วยกัน






