thansettakij
thansettakij
กกร.เห็นสัญญาณเศรษฐกิจQ2ฟื้น ได้แรงหนุนรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ

กกร.เห็นสัญญาณเศรษฐกิจQ2ฟื้น ได้แรงหนุนรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ

10 เม.ย. 59 | 03:00 น.
กกร.ส่งสัญญาณภาวะเศรษฐกิจในประเทศ เริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2 ปีนี้ มีปัจจัยบวกการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนของภาครัฐสูงขึ้น โครงการเมกะโปรเจ็กต์มีความชัดเจน ขณะที่ภัยแล้งสร้างผลดีราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ประเมินจีดีพีทั้งปียังอยู่ที่ 3-3.5 %ส่วนเป้ายอดส่งออกทั้งปี มองปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 0-2 % จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้น

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า แม้ว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ หลายสำนักได้มีการปรับลดตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีของประเทศลดลง ผู้ประกอบการยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำ อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว และภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวนั้น

แต่จากการประชุมกกร.เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีการหารือถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และมีความเห็นไปทิศทางเดียวกันว่า ภาวะเศรษฐกิจจะค่อยๆฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เป็นต้นไป เนื่องจากเริ่มเห็นการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเริ่มทยอยออกมามากขึ้น โดยเฉพาะงบลงทุนที่สามารถเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ยอดเบิกจ่ายสะสมในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ตุลาคม 2558-กุมภาพันธ์ 2559) ปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 37 % เมื่อเทียบกับปีงบประมาณก่อนหน้า

อีกทั้ง เริ่มเห็นความชัดเจนของการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นถนน รถไฟรางคู่ และรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่รัฐบาลพยายามที่จะเร่งเปิดประมูลออกมา รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนที่ได้มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอในช่วงที่ผ่านมา และบางส่วนได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว จะมีการเร่งลงทุนในปีนี้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ภาครัฐให้สูงสุดจะสิ้นสุดภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคเอกชนเร่งลงทุนได้มากขึ้นด้วย

ขณะที่ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นนั้น แม้กกร.จะมีความกังวลต่อรายได้ของเกษตรกรและการขาดแคลนวัตถุดิบใช้ในการผลิตเกษตรแปรรูปก็ตาม แต่ข้อดีที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นสัญญาของราคาพืชผลทางการเกษตรเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวช่วยทดแทนรายได้ของเกษตรกรที่หายไปส่วนหนึ่งได้ รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่เติบโตค่อนข้างดี

ดังนั้น จากปัจจัยหนุนต่างๆ ที่กล่าวมา น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นได้ จึงทำให้กกร.ยังคงภาวะเศรษฐกิจของประเทศหรือจีดีพีในปีนี้ไว้ที่ 3-3.5 ภายใต้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระดับต่ำเฉลี่ยที่ 0-1 %

นายสุพันธุ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการส่งออกนั้น กกร.มองว่า ยังได้รับแรงกดดันจากความเปราะบางของภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้คาดว่ายอดการส่งออกในปี 2559 จะปรับตัวลดลงต่ำมาอยู่ที่0-2 % จากเดิมจากเดิมเคยประมาณไว้ที่ 2 % สอดคล้องกับทิศทางการค้าโลกที่ปรับตัวลดลงทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น และโดยเฉพาะจีนที่มีอัตราการส่งออกลดลงกว่า 20 % รวมถึงตลาดในกลุ่มซีแอลเอ็มวี(กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม)ด้วย ที่ยอดการส่งออกติดลบ

ทั้งนี้ แม้ว่ายอดการส่งออกของไทย จะยังไม่มีแนวโน้มที่ดีมากนัก เพราะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ แต่การขยายตัวของจีดีพีตามที่ตั้งเป้าหมายไว้นั้น จะมาจากมาตรการกระตุ้นต่างๆ ของภาครัฐที่จะทยอยเริ่มเห็นผล ซึ่งหากสามารถดำเนินการที่ระดับ 3 % ก็ถือว่าค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับในหลายๆ ประเทศ ที่การขยายตัวของจีดีพีเติบโตไม่ถึง 3 % ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ก็ตาม

นายอิสระ ว่องกิจกุศล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณถือว่าเป็นเรื่องที่ดี สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเวลานี้ เพราะหากสามารถเร่งเบิกจ่ายได้เร็ว จะช่วยให้มีเม็ดเงินออกมาหมุนเวียนในโครงการลงทุนของภาครัฐเร็วขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การเบิกจ่ายมีความระมัดระวังว่าจะเกิดความผิดพลาด แต่เมื่อโครงการเมกะโปรเจ็กต์มีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว ก็สมควรที่จะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณออกมาใช้ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้จีดีพีของประเทศขยายตัวตามที่คาดหมายไว้ได้

นอกจากนี้ กกร.มองว่า การที่ผู้ประกอบการยังใช้อัตรากำลังการผลิตอยู่ในระดับ 65 % ถือว่ายังต่ำเกินไป มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้ประกอบการจะปรับเปลี่ยนแนวคิด เพิ่มกำลังการผลิตให้ขึ้นมาอยู่ในระดับ 80-90 % ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงมา และนำในส่วนที่ต้นทุนลดลงนี้ไปลดราคาสินค้าให้กับลูกค้า ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างตลาดให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกทางหนึ่ง เพราะหากผู้ประกอบการไม่ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต ในยามที่มีต้นทุนถูก ขณะที่ภาครัฐก็ให้การส่งเสริมสิทธิประโยชน์ต่างๆ หากไม่ฉวยโอกาสลงทุนในเวลานี้ ต่อไปก็จะไม่สามารถแข่งขันได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 - 9 เมษายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • headline