
กฟผ.ลุยนำเข้าแอลเอ็นจีเอง ไม่จับมือปตท.เลิกการผูกขาด
กฟผ.ยันไม่ขอจับมือปตท.นำเข้าแอลเอ็นจี ชี้มีศักยภาพทำเองได้ และเป็นนโยบายของกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการลดการผู้ขาด ขณะนี้เริ่มเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้และเริ่มศึกษาอีไอเอแล้ว คาดเริ่มก่อสร้างในอีก 2 ปี ใช้งบลงทุน 3-4 หมื่นล้านบาท ประเดิมป้อนเข้าโรงไฟฟ้าพระนครใต้
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้กฟผ.อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ หรือ Floating Storage Regasification Unit (FSRU) ขนาด 3 ล้านตัน โดยจะต่อท่อส่งก๊าซมาเข้าที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ เพื่อป้อนก๊าซให้กับในส่วนทดแทนเครื่องที่ 1-5 กำลังการผลิต 1.3 พันเมกะวัตต์ และทดแทนเครื่องชุดที่ 1-2 กำลังการผลิต 1.3 พันเมกะวัตต์ ที่จะใช้ก๊าซในปริมาณกว่า 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอแล้ว และคาดว่าอย่างน้อยน่าจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานประมาณ 2 ปี ถึงจะเริ่มก่อสร้างได้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นการแผนในการจัดหาก๊าซตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีปี 2015 ที่คาดว่าจะมีการใช้ก๊าซแอลเอ็นจีนำเข้าตลอดทั้งแผน 20 ประมาณ 20 ล้านตัน โดยทางกระทรวงพลังงานได้มีนโยบายที่จะลดการผูกขาดในการจัดหาของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และเปิดให้บุคคลที่ 3 สามารถเข้ามาลงทุนได้ จึงเป็นโอกาสที่กฟผ.จะเข้าไปลงทุน ในการจัดหาก๊าซป้อนให้กับโรงไฟฟ้า และเป็นการลดความเสี่ยงจากการใช้ก๊าซในอ่าวไทยที่มีแนวโน้มลดลงทุกปี
ส่วนจะมีการจับมือกับปตท.ในการร่วมลงทุนหรือไม่นั้น ต้องขึ้นกับนโยบายของกระทรวงพลังงานว่าจะพิจารณาเป็นอย่างไร แต่ในเบื้องต้นเห็นว่ากฟผ.มีศักยภาพพอที่จะลงทุนเองได้ และไม่มีความจำเป็นต้องเชื่อมท่อส่งก๊าซแอลเอ็นจี เข้ากับท่อส่งก๊าซเส้นที่ 5 ของปตท.ที่กำลังจะเริ่มก่อสร้าง
แต่อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นกับผลการศึกษา เพราะจะต้องดูผลได้ผลเสียว่า หากนำแอลเอ็นจีเข้ามาแล้วมีราคาถูกกว่าซื้อในระบบหรือไม่ ต้องนำมาเปรียบเทียบกัน หากนำเข้ามาได้ถูก และกฟผ.รับภาระความเสี่ยงเอง ก็จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลง โดยโครงการดังกล่าวนี้ หากเป็นไปตามแผน คาดว่าจะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถจ่ายก๊าซได้ในปี 2565 ซึ่งจะทันกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชุดที่ 1-2 ขนาดกำลังการผลิต 1.3 พันเมกะวัตต์ ขณะที่เครื่องที่ 1-5 กำลังการผลิต 1.3 พันเมกะวัตต์ จะใช้ก๊าซในระบบท่อของปตท.ไปก่อน
"การนำเข้าเข้าก๊าซแอลเอ็นจีในช่วงแรกจะป้อนให้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ได้ ขนาดกำลังการผลิต 2.6 พันเมกะวัตต์ก่อน และหลังจากนั้น จะนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าบางปะกง ที่จะต้องสร้างขึ้นมาทดแทนของเดิมอีก 1.3 พันเมกะวัตต์ ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้กำลังเร่งขอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติการดำเนินงานก่อสร้าง"
นายสุนชัย กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ นั้น ขณะนี้จะต้องรอผลสรุปของคณะกรรมการไตรภาคี ที่จะมีการพิจารณาในเดือนสิงหาคมนี้ ว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือให้ยุติการก่อสร้าง ซึ่งยอมรับว่าการดำเนินงานมีความล่าช้ากว่าแผนไปกว่า 1 ปีแล้ว จากเดิมที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2562 ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กำลังการผลิต 2 พันเมกะวัตต์นั้น ขณะนี้ได้ส่งรายการอีไอเอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ไปแล้วรอเพียงการอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเท่านั้น
photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 - 9 เมษายน พ.ศ. 2559
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้กฟผ.อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ หรือ Floating Storage Regasification Unit (FSRU) ขนาด 3 ล้านตัน โดยจะต่อท่อส่งก๊าซมาเข้าที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ เพื่อป้อนก๊าซให้กับในส่วนทดแทนเครื่องที่ 1-5 กำลังการผลิต 1.3 พันเมกะวัตต์ และทดแทนเครื่องชุดที่ 1-2 กำลังการผลิต 1.3 พันเมกะวัตต์ ที่จะใช้ก๊าซในปริมาณกว่า 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอแล้ว และคาดว่าอย่างน้อยน่าจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานประมาณ 2 ปี ถึงจะเริ่มก่อสร้างได้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นการแผนในการจัดหาก๊าซตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีปี 2015 ที่คาดว่าจะมีการใช้ก๊าซแอลเอ็นจีนำเข้าตลอดทั้งแผน 20 ประมาณ 20 ล้านตัน โดยทางกระทรวงพลังงานได้มีนโยบายที่จะลดการผูกขาดในการจัดหาของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และเปิดให้บุคคลที่ 3 สามารถเข้ามาลงทุนได้ จึงเป็นโอกาสที่กฟผ.จะเข้าไปลงทุน ในการจัดหาก๊าซป้อนให้กับโรงไฟฟ้า และเป็นการลดความเสี่ยงจากการใช้ก๊าซในอ่าวไทยที่มีแนวโน้มลดลงทุกปี
ส่วนจะมีการจับมือกับปตท.ในการร่วมลงทุนหรือไม่นั้น ต้องขึ้นกับนโยบายของกระทรวงพลังงานว่าจะพิจารณาเป็นอย่างไร แต่ในเบื้องต้นเห็นว่ากฟผ.มีศักยภาพพอที่จะลงทุนเองได้ และไม่มีความจำเป็นต้องเชื่อมท่อส่งก๊าซแอลเอ็นจี เข้ากับท่อส่งก๊าซเส้นที่ 5 ของปตท.ที่กำลังจะเริ่มก่อสร้าง
แต่อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น ต้องขึ้นกับผลการศึกษา เพราะจะต้องดูผลได้ผลเสียว่า หากนำแอลเอ็นจีเข้ามาแล้วมีราคาถูกกว่าซื้อในระบบหรือไม่ ต้องนำมาเปรียบเทียบกัน หากนำเข้ามาได้ถูก และกฟผ.รับภาระความเสี่ยงเอง ก็จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลง โดยโครงการดังกล่าวนี้ หากเป็นไปตามแผน คาดว่าจะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถจ่ายก๊าซได้ในปี 2565 ซึ่งจะทันกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชุดที่ 1-2 ขนาดกำลังการผลิต 1.3 พันเมกะวัตต์ ขณะที่เครื่องที่ 1-5 กำลังการผลิต 1.3 พันเมกะวัตต์ จะใช้ก๊าซในระบบท่อของปตท.ไปก่อน
"การนำเข้าเข้าก๊าซแอลเอ็นจีในช่วงแรกจะป้อนให้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ได้ ขนาดกำลังการผลิต 2.6 พันเมกะวัตต์ก่อน และหลังจากนั้น จะนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าบางปะกง ที่จะต้องสร้างขึ้นมาทดแทนของเดิมอีก 1.3 พันเมกะวัตต์ ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้กำลังเร่งขอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติการดำเนินงานก่อสร้าง"
นายสุนชัย กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ นั้น ขณะนี้จะต้องรอผลสรุปของคณะกรรมการไตรภาคี ที่จะมีการพิจารณาในเดือนสิงหาคมนี้ ว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือให้ยุติการก่อสร้าง ซึ่งยอมรับว่าการดำเนินงานมีความล่าช้ากว่าแผนไปกว่า 1 ปีแล้ว จากเดิมที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2562 ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กำลังการผลิต 2 พันเมกะวัตต์นั้น ขณะนี้ได้ส่งรายการอีไอเอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ไปแล้วรอเพียงการอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเท่านั้น
photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 - 9 เมษายน พ.ศ. 2559






