
ขอบคุณ"โควิด-19" ที่ทำให้เราไม่ทิ้งกัน
โดย:ชิษณุชา เรืองศิริ
หากจะกล่าวว่าขณะนี้ทั่วโลกกำลังต่อสู้กับสงครามโรค คงไม่ผิดไปนัก ซึ่งเป็นสงครามชีวภาพ ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายที่ไม่อาจจับต้องได้ และผู้ปราบปรามก็ไม่ใช่นักรบ หากแต่เป็นแพทย์ พยาบาล
ขณะนี้เราชาวโลกกำลังดิ้นรนต่อสู้กับศัตรูร้ายที่มองไม่เห็น ไม่อาจจับต้องได้ เพราะมันคือเชื้อโรคร้ายที่ระบาดลุกลามรวดเร็ว อุบัติการณ์ครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก เพียงไม่ถึง 4 เดือน ตั้งแต่ช่วงเดือน ธันวาคม ปีที่แล้ว (ปี 2562) ถึงต้นเมษายน ณ เวลานี้ สถานการณ์ยังคงมีการระบาดอย่างรวดเร็วต่อเนื่องไปทั่วโลก พบผู้ติดเชื้อแตะที่ระดับ 1 ล้านคนแล้ว แม้บางประเทศจะสามารถควบคุมการระบาดได้แล้ว แต่ก็ยังเร็วเกินไปสำหรับยารักษาและวัคซีน
ขอยกถ้อยคำกล่าวของ ศ. มารี คูรี (Marie Curie)สตรีคนแรกของโลกที่ได้รางวัลโนเบล ถึง 2 ครั้ง ในสาขาฟิสิกส์ และสาขาเคมี เธอเป็นผู้ที่มักกล่าวถึงในสิ่งที่ช่วยให้กำลังใจต่อมนุษยชาติในการต่อสู้กับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะเธอเคยกล่าวไว้ว่า
“ไม่มีสิ่งใดในชีวิตที่เราควรจะเกรงกลัว มีแต่สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ และเวลานี้คือเวลาที่เราจะต้องเข้าใจมากขึ้น เพื่อที่เราจะได้มีความหวาดกลัวน้อยลง”
เชื้อโรคโควิด-19 คือ สงครามที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่เราต้องต่อสู้ร่วมกันทั้งโลก ถ้อยคำของมาดามคูรีเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเพื่อสร้างความแข็งแกร่งที่จะเข้าใจและเอาชนะโรคร้ายนี้ได้
+ท่ามกลางความมืดมน ย่อมมีแสงแห่งความหวัง
เพราะไวรัสไม่รู้จักเขตแดน มันสามารถข้ามพรมแดนแพร่ระบาดอย่างง่ายดาย โดยไม่มีอะไรห้ามมันได้ ที่จะไม่ให้แพร่ไปในพื้นที่อื่น
ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ผ่านการรับมือครั้งใหญ่กับการแพร่ระบาดของโรคจากพื้นที่อื่นอย่างน้อย 5 ครั้ง คือซาร์ส, ไข้หวัดนก, ไข้หวัดใหญ่ -2009, อีโบลา, เมอร์ส และล่าสุด กรณี “ปอดอักเสบ” จากเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ 2019 หรือ โดวิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในเมืองอู่ฮั่นของจีนและยังไม่ทราบต้นเหตุ นับเป็นครั้งที่ 6
+อภิมหกรรมท้าทายเชื้อมรณะข้ามโลกข้ามพรมแดน โควิด-19
เปลี่ยนวิถีชีวิต กิจวัตรพฤติกรรม เปลี่ยนความคุ้นชินจากพฤติกรรมที่ละเลยมาสู่สุขอนามัยที่ดี เคร่งครัดมากขึ้น นับเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมที่ทุกคนควรปรับตัว ซึ่งล้วนแต่เพื่อตนเอง ครอบครัว สู่สังคมขนาดใหญ่ ไปถึงระดับประเทศ ที่ส่งผลดีทั้งเชิงลึกและกว้าง
ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ ทำงานอยู่บ้าน เรียนอยู่บ้าน ไม่รวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ รวมถึง รักษาการทำ Social distancing ไปด้วย
ไม่ว่าเราจะต้องอยู่กับโควิด-19 ไปนานแค่ไหน ลำดับแรกที่สำคัญที่สุด คือการรักษาสุขอนามัยให้ดีอย่างเข้มข้น เพื่อรับมือกับโรคนี้จนกว่าจะมีวัคซีน หรือยารักษาโรคนี้ได้ ซึ่งคงไม่ใช่ระยะเวลาอันสั้นท่ามกลางความหวาดกลัวและหวาดหวั่น เราได้เห็นความพยายามจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะรัฐบาลนั้นทุ่มเททำงานอย่างหนัก ทั้งออกมาตรการป้องกันปราบปราม เน้นความปลอดภัยของประชาชนอย่างยิ่งยวด หัวหน้ารัฐบาลใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์ตลอดเวลา เพื่อปกป้องประชาราษฎร์ และผนึกกำลังร่วมกับทีมรัฐมนตรีทุกคนอย่างเหนียวแน่น งานสงครามการเมืองหายไป (ชั่วระยะเวลาหนึ่ง) รวมทั้งมาตรการเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วง ทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน ประชาชน ซึ่งเราจะเห็นมาตรการออกมาเป็นระยะ ๆ
มีหลากหลายเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเรามีพลังใจต่อสู้กับสงครามโรคครั้งนี้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกันโรคนี้ แต่โรคโควิด-19 ได้สอนอะไรกับมนุษยชาติมากมาย ดูราวกับว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสังคมโลกทีเดียว
ขอยกตัวอย่างบางเหตุการณ์ บางความเห็นต่อไวรัสโควิด-19 ซึ่งแม้จะมีอันตรายที่ได้คร่าชีวิตคนไทยและอีกหลายชาติทั่วโลก แต่ก็นับว่ายังมีเรื่องดีๆ ที่ทำให้คนไทยเกิดความร่วมมือ และร่วมแรงร่วมใจกันในชาติ
นับแต่โรคระบาด มาตรการแรกๆ ที่รัฐบาลออกมาบังคับใช้ในเชิงขอความร่วมมือคือ ขอให้ประชาชนอยู่บ้านให้นานที่สุด เพื่อลดการมาชุมนุมแออัด หนาแน่น จึงออกมาตรการปิดห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง ฟิตเนส และสถานที่อื่น ๆที่คนมาใช้บริการจำนวนมาก ยกเว้นร้านค้าที่เป็นร้านขายอาหารสด-แห้ง ตามสั่ง
ต่อมาคือการแนะนำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนทำงานที่บ้าน เพื่อลดจำนวนการเดินทาง เพื่อลดโอกาสการรับและแพร่เชื้อ ซึ่งได้ประโยชน์ทางอ้อมทั้งนายจ้างและลูกจ้าง คือลูกจ้างไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าเดินทาง ทำงานอย่างผ่อนคลาย นายจ้างเองก็ประหยัดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน เช่น เครื่องปรับอากาศ น้ำ ไฟ เป็นต้น
+สุขอนามัย-สุขาภิบาล-สังคม
แต่ที่โดดเด่นคือโรคโควิด-19 ได้กระตุ้นให้สังคมไทยตื่นตัวในการเรียนรู้และปรับพฤติกรรมต่าง ๆเพื่อสู้กับเชื้อโรคให้ได้เห็นข้อดีและเกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปแบบใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านสุขอนามัย (hygiene) 2) ด้านการสุขาภิบาล (Sanitation) และ 3) ด้านสังคม (Social) นี่คือมุมมอง 3 ด้านของนายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งเอเชีย
+สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือฆ่าเชื้อถือว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม
การรณรงค์สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือฆ่าเชื้อ ซึ่งนับเป็นการรณรงค์ด้านสุขอนามัย (hygiene) พื้นฐานสำหรับคนไทย ดังนั้นเมื่อเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอุบัติใหม่ขึ้น ในความหวาดกลัว และตื่นตระหนก ทำให้เห็นคนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขอนามัย (hygiene) อย่างจริงจังมากขึ้น เราจะเห็นใครเดินเข้าห้าง หรือร้านค้าจะมีเจล แอลกอฮอล์ไว้บริการ และปัจจุบันการรณรงค์สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือฆ่าเชื้อ ยังถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย
ประการที่ 2 การตื่นตัวด้านการสุขาภิบาล ซึ่งเราจะเห็นจากข่าวในช่วงนี้ว่าหน่วยงานต่าง ๆทั้งทหาร เทศบาล สำนักงานเขต กทม.ออกมาร่วมกันทำความสะอาดถนนหนทาง สวนสาธารณะ ตลาด และฉีดยาฆ่าเชื้อโรคตามสถานที่ชุมชนต่าง ๆที่อาจเป็นจุดที่มีสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อติดอยู่ ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
ประการสุดท้าย ข้อดีด้านสังคม (Social) จากโควิด-19 แม้จะมีผลกระทบกับสังคมไทยทั้งการดำเนินชีวิต การทำมาหากินและความเป็นอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย ได้แก่
+ครอบครัวมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น
จากมาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” และ Work From Home , Study From Home ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนบรรยากาศ โดยเฉพาะสังคมครอบครัวนั้น ทำให้คนในครอบครัวมีชั่วโมงอยู่ร่วมกันในบ้านมากขึ้นและได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในบ้าน เราจะเห็นได้จากข่าวดารานักแสดงหรือผู้มีชื่อเสียงออกข่าวทางสื่อต่างๆว่าได้ทำกิจกรรมต่าง ๆกับครอบครัวอย่างอบอุ่น
การทำงานที่บ้านและเรียนที่บ้าน ยังสะท้อนให้เห็นว่าอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตทุกคนเป็นรูปธรรมอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนชีวิตที่จะขาดเสียมิได้ทั้ง ณ ปัจจุบันและอนาคต
+เกิดบรรทัดฐานใหม่ของสังคม
กระแสโควิด-19 นี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าได้เกิดบรรทัดฐานใหม่ของสังคม อาทิ การทิ้งระยะห่าง (Social Distancing) การไม่รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ การสวมหน้ากากอนามัยและใช้เจลทำความสะอาดมือกลายเป็นมารยาททางสังคม
+คนไทยไม่เคยขาดน้ำใจ
เราได้เห็นเหตุการณ์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปันหน้ากากอนามัยกัน ร่วมกันบริจาคเงินซื้อหน้ากากอนามัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ จนเกิดแฮชแท็กซึ้งๆมากมาย เช่น #คนไทยไม่ทิ้งกัน #ร่วมใจสู้โควิด19 เป็นต้น
เราได้เห็นความหวังดีจากภาคเอกชนทุ่มทุนบริจาคเงินนับล้านบาทเพื่อสั่งซื้อชุดตรวจ โควิด-19 ให้แก่โรงพยาบาล นอกจากนี้ยังเกิดการสร้างสรรค์และนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น ผลิตหน้ากากอนามัยใช้เอง / แจก แอพ / โปรแกรมใช้งานออนไลน์ช่วยกลุ่ม ทำงานที่บ้าน(WFM) เป็นต้น
นอกจากข้อดีจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้ง 3 ประการแล้ว ในแง่การบริหารของรัฐบาลเพื่อหยุดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสครั้งนี้ ก็ยังเห็นการบูรณาการทำงานร่วมกันจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ต่าง ๆ ออกมาเป็นนักรบแนวหน้าที่ต่อสู้กับโควิด-19 อย่างน่ายกย่อง รวมทั้งทหาร ตำรวจ รวมถึง อสม.ที่ออกมาช่วยกันปราบเชื้อโรคครั้งนี้ สุดท้ายคุณหมอยังขอฝากให้คนไทยทุกคน ดูแลสุขอนามัยของตัวเองอย่างเคร่งครัดต่อไป เพื่อป้องกันโรคภัยต่าง ๆ และมีสุขภาพที่ดี รวมทั้งอยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสุขาภิบาลของประเทศ ร่วมกันใช้วิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาส ในการเริ่มต้นจัดการทำบ้านเมืองให้สะอาดตา ปราศจากมลพิษ และปลอดภัยจากเชื้อโรคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป
นอกจากนี้ช่วงเวลาอย่างนี้ การจำกัดเวลาเข้าออกตามเคหสถาน การปิดบ่อนการพนัน สถานเริงรมย์ ทั่วประเทศ ยังช่วยลดปัญหาอบายมุข และอุบัติเหตุตามท้องถนน
สุดท้ายพระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต สถาบันสติปัฏฐาน จังหวัดชัยภูมิ ได้กล่าวว่าอีก 2 สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากโควิด-19 คือการได้เรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงว่า แต่ก่อนเราคิดว่าเราเอาชนะโรคติดเชื้อได้แล้ว เพราะเรามียาปฏิชีวนะ เรามีวัคซีน ไข้ทรพิษก็สูญพันธุ์ไปแล้ว ต่อไปโรคอื่นก็จะสูญพันธุ์ไปด้วย เช่น โปลิโอ วัณโรค มาลาเรีย ตอนนี้เราไม่มีความทะเยอทะยานอย่างนั้นแล้ว เรายอมรับความเป็นจริงว่าโรคติดเชื้อมันจะอยู่คู่กับมนุษย์ไปตลอด เพียงแต่ว่ามันจะมาในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง
และอีกสิ่งคือโควิด-19 สร้างโอกาสให้รู้จักฝึกฝน…เจริญสติ “แต่ก่อนนี้เราเอามือแตะใบหน้า เช็ดถู ลูบคลำ เกา ตอนนี้เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว จะทำแบบนั้นได้ก็ต้องล้างมือก่อน แบบนี้มันก็ทำให้เราระมัด ระวังมากขึ้น ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เรามีสติในการดำเนินชีวิต จากเดิมที่เราเคยเกา สัมผัสใบหน้า ชั่วโมงละ 15-20 ครั้ง ตอนนี้เราก็มีสติมากขึ้น เป็นโอกาสที่จะได้เจริญสติ ตอนนี้ข่าวทะเลาะเบาะแว้งระหว่างประเทศก็น้อยลง อเมริกา-อิหร่านก็เลิกทะเลาะกัน ในเมืองไทยข่าวการเมืองน้อยลงไปเยอะ พรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล ทะเลาะกันไม่มีใครสนใจแล้ว ตอนนี้มันตกใจจนจะประสาทอยู่แล้ว ประมาทก็ไม่ดี ประสาทก็ไม่ถูก”
++ล้อมกรอบ รู้วิธีรักษาฆ่าโควิด-19
1. รักษาสุขภาพให้เเข็งแรง คือด่านแรก การดูแล และป้องกันตัวเอง ล้างมือสม่ำเสมอ เลี่ยงเอามือไปสัมผัสบริเวณใบหน้า ดวงตา
2. พยายามตรวจสอบวัดไข้ตัวเองสม่ำเสมอ
3. พบแพทย์ทันที หากรู้สึกไม่สบายอย่าไปในที่แออัดหรือที่ชุมชน นี่คือสิ่งที่ประชาชนสามารถช่วยกันทำได้อย่างง่ายๆ ซึ่งจะสามารถลดการระบาดของไวรัสโคโรนาได้ในเบื้องต้น
4. การให้ความร่วมมือกันทางสังคม งดเว้นกิจกรรมรวมหมู่ ทิ้งระยะห่างวิกฤติโรคระบาดที่เกิดขึ้น คือบททดสอบจริง ๆ
5. ความยืดหยุ่นทางจิตใจที่พร้อมต่อการรับมือจากวิกฤติที่เกิดขึ้น ตื่นตัวแต่ไม่ตระหนก เรียนรู้ และทำความเข้าใจโรค เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง
6. ความหวาดกลัว และกังวล คือการตอบสนองโดยธรรมชาติของมนุษย์ จากโรคใหม่ที่เราไม่รู้จักมาก่อน แต่ความกลัวเป็นสิ่งที่ทำร้ายเราได้มากกว่าไวรัส หากเราตื่นตระหนกเกินเหตุ ดังนั้นขอให้มีสติ ปัญญาจะบังเกิด






