
ผู้ตรวจสธ.เชื่อ ทุกจังหวัดไม่รอด “ช้า-เร็ว”อยู่ที่“ประชาชน”
ผู้ตรวจฯสธ. ระบุ ภาคเหนือเหลือแค่ “ลำปาง-น่าน” เชื่อว่า ไม่รอด ระบุ ทุกจังหวัดจะมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ช้า-เร็ว ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่
นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่1 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบพื้นที่อยู่ 8 จังหวัด ซึ่งประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง แพร่ และน่าน โดยมีเพียงลำปางและน่านที่ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19
“สำหรับ 2 จังหวัดที่เหลือนั้นตนคิดว่า อีกไม่นานก็คงจะปรากฏรายงานผู้ติดเชื้อและเชื่อว่าไม่มีจังหวัดใดในประเทศไทยที่จะรอด ไม่พบผู้ติดเชื้อเลย เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น เนื่องจากคนเราเป็นสัตว์สังคมจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนที่จะต้องมีวินัย ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดตามมาตรการของรัฐบาล ที่สำคัญ คือ การปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ถ้ามาตรการนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อประชาชนห้ามตัวเอง ไม่ไปมาหาสู่กัน ไม่มีการปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งหากจะทำให้ได้ผลหรือสามารถหยุดจำนวนผู้ติดเชื้อได้ก็ต้องปิดตัวเองเป็นระยะเวลายาวนานด้วย เพราะจะต้องรอจนกว่าจะมีวัคซีนรักษาซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นปี ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบเราทั้ง มาเลเซีย กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ต่างก็มีผู้ติดเชื้อกันแล้ว
ดังนั้น จากปัญหาดังกล่าวเพื่อไม่ให้กระทบกับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมเสียหายมากมาย จึงอยากเสนอให้มีเจ้าภาพหรือหน่วยงานใดมาช่วยออกแบบให้ภาครัฐและองค์กรเอกชนสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้โดยที่คนไม่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์หรือออกจากบ้านเป็นเวลา 14 วันเช่นเดียวกันที่ประเทศจีนทำแล้วได้ผลมาแล้ว
ในส่วนของแผนรับมือของเขตพื้นที่ภาคเหนือนั้น นายแพทย์ธงชัย กล่าวถึงความพร้อมในครั้งนี้ว่า โรงพยาบาลในพื้นที่ภาคเหนือมีจำนวนเตียงที่รองรับผู้ป่วยหนักได้ 500 เตียงซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในขณะนี้เหลือเพียง 100 เตียงที่จะรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้ นอกจากนี้จะติดตั้งเครื่องช่วยหายใจจำนวน 1,000 เครื่อง พร้อมทั้งมีแผนที่จะการขอเช่าเครื่องช่วยหายใจจากภาคเอกชนอีก 90 เครื่อง
อย่างไรก็ดี เบื้องต้นมีโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ยังไม่เปิดให้บริการอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่จึงคาดว่าจะสามารถรองรับผู้ป่วยหนักได้อีกประมาณ 300 เตียง รวมถึงการปรับโรงพยาบาลแม่ออนเพื่อรองรับการผู้ป่วยที่จะย้ายมาจากร.พ.สันกำแพง จำนวน 38 เตียง ซึ่งจะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ซึ่งมีจะมีบุคลากรทางการแพทย์มาเฝ้าประจำตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งจะมีที่พักฟรีให้กับพยาบาลกลุ่มนี้โดยเฉพาะเป็นแฟลตอยู่ในเขตโรงพยาบาลนั้น
ในขณะที่ภาคเหนือมีการบริหารจัดการปรับแผนรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดโดยมีบริการส่งส่งยาถึงมือประชาชน จึงทำให้ลดความแออัดลงไปได้ประมาณ 30-50% ทั้งนี้ จากข้อมูลจำนวนผู้ป่วยที่พบอยู่ในภาคเหนือ พบว่า มาจากกลุ่มเซียนมวยและผู้ที่มีประวัติสัมผัสและเกี่ยวข้องกับกลุ่มสนามมวย รวมถึงกลุ่มเที่ยวสถานบันเทิงในกทม.และกลุ่มผู้มีประวัติสัมผัสกลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ จากข้อมูลการสอบสวนโรคพบว่า กลุ่มคนดังกล่าวมีประวัติการซ้ำซ้อนทั้งการไปเที่ยวในสถานบันเทิงของ กทม.และในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีอยู่หลายแห่ง






