
เชียร์รัฐจ้างคนตกงาน"อยู่กับที่"
นักวิชาการแรงงานมธ.ชี้สถานการณ์จำเป็น รัฐต้องสปอร์ตเทงบช่วยชดเชยรายได้คนตกงาน หนุนให้จัดอบรมออนไลน์เปลี่ยนผ่านสู่สังคม4.0
ดร.กิริยา กุลกลการ ผู้เชี่ยวชาญสาขาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา(แรงงาน) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19)ตอนนี้เป็นวิกฤตชาติแล้ว ได้มีข้อเสนอถึงกระทรวงแรงงาน 3 เรื่อง คือ
1.การทำงานต้องใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่มาใช้ เช่น การจัดประชุมออนไลน์ระหว่างกระทรวงกับนักวิชาการแรงงาน ดึงนักวิชาการมาช่วยให้ความเห็นข้อเสนอแนะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและมาตรการต่อไป
2.วิกฤติครั้งนี้ใหญ่มาก มาตรการของรัฐและส่วนที่กระทรวงตั้งไว้มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับขนาดของปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานี้ เช่น มาตรการลดการส่งเงินสมทบประกันสังคมจาก 5% เหลือ 4 % เมื่อคำนวณออกมาเป็นเม็ดเงินน้อยมากจนแทบไม่มีผลอะไร น่าจะยกเว้นไปเลย 4-6 เดือน ถ้าบอกว่าติดขัดข้อกฎหมาย ก็อาจลดลงเหลืออัตรา 0.1% และ
3.การประชาสัมพันธ์ ที่ผ่านมามีความไม่ชัดเจนในมาตรการของรัฐที่ออกมาแต่ละช่วง หรือขัดแย้งกันเองระหว่างหน่วยงาน รัฐบาลต้องจัดออกมาชี้แจงประชาชนให้เข้าใจสถานการณ์ที่ชัดเจน เห็นไปถึงอนาคตว่าถ้าสถานการณ์พัฒนาถึงขั้นไหนจะมีมาตรการอะไรออกมา โดยครั้งนี้รัฐบาลต้องมีชุดมาตรการที่เป็นแพ็จเกจใหญ่เลย จะใช้เงินมากขนาดไหนก็ต้องทำ เพราะผลกระทบได้เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระ-ลูกจ้างรายวัน
"กลุ่มที่เป็นลูกจ้างอย่างน้อยยังมีระบบประกันสังคมรองรับ และกระทรวงแรงงานออกมาตรการเสริมเข้ามาแล้ว หากตกงานจากปัญหาเศรษฐกิจ หรือล่าสุดปิดธุรกิจจากคำสั่งรัฐ ก็ใช้กลไกคุ้มครองคนว่างงานเข้ามาดูแล แต่กลุ่มรับเงินรายวันหรืออาชีพอิสระ ซึ่งมีประมาณ 20 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานของประเทศ ที่วันนี้ขาดรายได้ทันทีและยังไม่มีอะไรรองรับเลย ที่รัฐต้องรีบออกมาตรการมาดูแลต้องตั้งงบประมาณออกมาช่วย"เยอะ ๆ เลย"
ดร.กิริยาเสนอว่า รัฐอาจใช้ข้อมูลบัตรทองเป็นฐาน เพราะคนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ไม่อยู่ในระบบหลักประกันใด ๆ แล้วคัดกรองผู้ที่มีฐานะหรือดูแลตนเองได้ เช่น ใช้เกณฑ์ยอดเงินฝากในบัญชี การถือครองทรัพย์สิน มาตัดยอดลง เพื่อให้ได้ตัวคนจนหรือผู้มีรายได้น้อยตัวจริง แต่อาจมีหลุดรอดไปบ้างก็ต้องยอมในระยะเร่งด่วนนี้จำเป็นต้องแจกให้เลย ถึงเวลาต้องสปอร์ตแล้ว โดยรัฐต้องตั้งเป็นงบพิเศษก้อนนี้ขึ้นมาโดยตรงเป็นก้อนใหญ่เลย ไม่ใช่ไปรวมหรือเป็นส่วนเหลือของมาตรการอื่น
"ยิ่งเวลานี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี4.0 หลายประเทศก็ใช้การแจกเงินเพื่อดึงคนให้ปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านนี้ เฉพาะหน้าอาจจำเป็นต้องให้เปล่า แลกกับการงดเคลื่อนที่ โดยใช้แอพฯติดตาม ใครทำตามเงื่อนไขได้ก็เติมรายได้ให้ไป แต่ถัดไปอาจเสริมในรูปการสร้างงาน หรือมีเงื่อนไขการอบรมเพิ่มทักษะหรือปรับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดในอนาคต เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังต้องใช้คนจากจีน ฟิลิปปินส์ เพราะคนของเราไม่ได้ภาษา ช่วงนี้อยู่ระหว่างปิดงานหรือกักกันโรค ก็มาอบรมเพิ่มทักษะด้านภาษา โดยอาจเป็นการอบรมออนไลน์ ซึ่งมีหลักสูตรต่าง ๆ ให้เลือกได้มากมาย ใครอบรมแล้วทำแบบทดสอบผ่านก็จ่ายเป็นรอบ ๆ ก็เป็นเรื่องที่ทำได้"






