thansettakij
thansettakij
ใช้ออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ “สุภิญญา” จี้รื้อใหญ่สื่อสารภาวะวิกฤติ

ใช้ออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ “สุภิญญา” จี้รื้อใหญ่สื่อสารภาวะวิกฤติ

23 มี.ค. 63 | 03:22 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มี.ค. 63 | 10:33 น.

อดีตกสทช. “สุภิญญา กลางณรงค์” จี้รัฐบาล-กสทช. ปรับยุทธศาสตร์สื่อสารช่วงวิกฤติ ใช้ทีวีและสื่ออื่นๆ คู่ขนานกับออนไลน์เพียงอย่างเดียว

 

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ของตัวเอง ( @supinya) ระบุว่า วันนี้ขอเสนอรัฐบาล กสทช. และผู้เกี่ยวข้องในการปรับยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อรับมือกับวิกฤติโรคระบาด ซึ่งเป็นภัยพิบัติระดับชาติและระดับโลกแล้ว แต่การสื่อสารยังไร้ทิศทาง ไม่หนักแน่นพอ ส่วนหนึ่งเพราะเราใช้ทีวีระดับชาติน้อยเกินไป ถ้าเทียบกับภัยพิบัติอื่นก่อนนี้

การใช้ทีวีระดับชาติทั้งรวมการเฉพาะกิจ ตัววิ่ง การล้มผังปรกติเพื่อเกาะติดสถานการณ์จะช่วยทำให้ประชาชนรู้สึกว่าอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พวกประกาศทางการที่ออกมา2-3วันนี้เช่นการปิดห้าง ควรเป็นเบรกกิ้งนิวส์รวมการเฉพาะกิจ ไม่ใช่แค่ไวรัลในเน็ต และ ควรมีการอธิบายประชาชนผ่านทีวีทุกช่อง

ส่วนตัวเคยเสนอไปแล้วว่ารัฐควรใช้ทีวีรวมการเฉพาะกิจให้มากกว่านี้ เพื่อสื่อสารจากรัฐสู่ประชาชนในช่วงภัยพิบัติในทิศทางเดียว ให้เกิดความชัดเจนหนักแน่น ส่วนสื่อสังคมออนไลน์เป็นตัวเสริม ถ้านายกไม่เหมาะแถลงก็ให้หมอแถลงเป็นหลักทุกวัน หรือ ทุกสองสามชั่วโมง ให้ข้อมูลประชาชนต่อเนื่อง

ใช้ออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ “สุภิญญา” จี้รื้อใหญ่สื่อสารภาวะวิกฤติ

สื่อออนไลน์มีจุดเด่นคือกระจายอำนาจและคานดุลย์ข้อมูลข่าวสาร แต่ในภาวะภัยพิบัติหรือโรคระบาดแบบนี้ เป็นหน้าที่ของสื่อโทรทัศน์ต้องช่วยร่วมกันกำหนดวาระทางสังคม รวมศูนย์ข้อความที่ชัดเจน ถูกต้องจากรัฐ โดยมีสื่อออนไลน์ช่วยเสริมเป็นพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออกความคิดเห็นความรู้สึก

ทำให้วาระข่าวสารเรื่อง #โควิค19  เหมือนเราเกาะติดการเลือกตั้ง ข่าวถ้ำหลวง เตือนภัยสึนามิ หรืออื่นๆ ที่ทีวีระดับชาติล้มผังปรกติมาเกาะติดสถานการณ์และรายงานต่อเนื่อง ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะได้มีความรู้สึกร่วมว่าสำคัญ ด่วน ฉุกเฉิน ต้องติดตาม  สื่อออนไลน์จะตามมาเสริมเอง

นอกจากให้ทีวีรวมการเฉพาะกิจถ่ายทอดสดที่ สธ.แถลงรายวันแล้ว การขึ้นตัววิ่งในช่วงรายการปรกติ ตัดเข้าข่าวด่วนเมื่อทางการมีประกาศต่างๆ ล้มผังปรกติบางช่วงเพื่อเการะติดสถานการณ์แล้ว ควรใช้สื่ออื่นเสริมด้วยเช่น SMS เตือนประชาชนให้ตื่นตัว ระวังตนเอง  

ส่วนตัวก็ไม่สบายใจที่จะเสนอแบบนี้ เพราะไม่ค่อยเห็นด้วยที่รัฐจะมายุ่งกับสื่อทีวี แต่ถ้าในสถานการณ์ภัยพิบัติที่วิกฤติข้อมูลข่าวสารขนาดนี้ ก็จำเป็นต้องใช้เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม ถ้ารัฐใช้ไม่เหมาะสมจะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม

เหตุที่เสนอแบบนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเราต้องทำให้ข้อมูลที่ประชาชนต้องรู้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่สับสน แต่ในส่วนความเห็นของประชาชนอาจแตกต่างกันได้เต็มที่ ทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และ อยากให้น้ำหนักของความฉุกเฉินของสถานการณ์มีมากขึ้นในการรับมืออย่างมีข้อมูลตรงกัน

ใช้ออนไลน์อย่างเดียวไม่พอ “สุภิญญา” จี้รื้อใหญ่สื่อสารภาวะวิกฤติ

ย้ำว่าการใช้ทีวีรวมการเฉพาะกิจคือแถลงสำคัญอัพเดทข้อมูลที่ประชาชนควรรู้พร้อมกันทั้งประเทศ รองลงมาคือตัดข่าวด่วนพวกเวลาจะออกประกาศยิบย่อยต่างๆที่ต้องเข้าใจตรงกัน นอกนั้นเป็นดุลยพินิจแต่ละสถานีจะปรับผังปรกติมาเกาะติดสถานการณ์เพื่อสร้างความตื่นตัวของประชาชนในการรับมือไวรัส

ต้องไม่ลืมว่า ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ที่จะตามข่าวในทวิตเตอร์  ส่วนในไลน์ก็เต็มไปด้วยข่าวลือข่าววงในมากมายไปหมด ถึงแม้ว่าเราจะมีแอพเยอะขึ้นให้คนติดตามข้อมูลได้ แต่โทรทัศน์ยังเป็นสื่อที่คนส่วนมากเข้าถึงและเชื่อถือ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น

ด้านสื่อออนไลน์ก็มีประโยชน์มากในแง่ความเร็ว การกระจาย ถ่วงดุลข้อมูลข่าวสาร แม้จะสับสนบ้าง  ที่สำคัญเป็นตลาดความคิดของประชาชนในการมีส่วนร่วมเสนอทางออกปัญหา และ เป็นพื้นที่ในการระบายความรู้สึกของคนในสังคม ลดความเครียดอีดอัดสะสม รัฐควรเปิดกว้างรับฟังตรงนี้ #COVIDー19 #โควิด19

ท่ามกลางความเห็นต่างของคนในสังคมตอนนี้ สิ่งที่คนเห็นต่างน่าจะคิดตรงกันคือ  1.รัฐต้องมีมาตรการที่ชัดเจนเชิงรุกในการรับมือไวรัส  2.รัฐต้องทบทวนแนวทางการสื่อสารกับสังคมขนานใหญ่ 3.รัฐต้องมีมาตรการรองรับคนที่ตกงานจำนวนมากโดยเร็ว 


ในภาวะวิกฤติ สื่อก็ต้องช่วยเป็นสะพานเชื่อมข้อมูลระหว่างรัฐที่รับผิดชอบแก้ปัญหากับประชาชน แต่หน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลนโยบายของรัฐที่ดูไม่โปร่งใส รวมทั้งปัญหาธรรมาภิบาลต่างๆในการบริหารของรัฐ สื่อก็ยังต้องทำไปด้วยและต้องมีเสรีภาพในการตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของประชาชน

จากตัวเลขผู้ติดเชื้อวันนี้และกลุ่มที่รอดูอาการ สะท้อนถึงทิศทางในอีกเดือนข้างหน้าว่าจะหนักหนาขึ้นมาก  การมีมาตรการเชิงรุกและแผนการสื่อสารที่ชัดเจน หนักแน่น ถูกต้อง เข้าถึงประชาชน จะช่วยลดความรุนแรงของปัญหาได้ ซึ่งภาครัฐต้องทบทวนขนานใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะไวรัสไปเร็วต่อวินาที

การสื่อสารกับพี่น้องในต่างจังหวัด ยิ่งการลงรายละเอียดในระดับชุมชน จริงๆต้องใช้สื่อบุคคลช่วยด้วย แต่ในภาวะที่เราต้องรักษาระยะห่างกันแบบนี้ การสื่อสารในชุมชนก็ยากขึ้นอีก ดังนั้นก็ต้องใช้ทุกสื่อที่มีให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ในขณะที่คน กทม.ตื่นตัวกันมากแล้ว ในต่างจังหวัด คนส่วนหนึ่งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวอยู่ เราจะสื่อสารอย่างไรให้คนทั้งประเทศตื่นตัว ป้องกันตนเอง เพราะไวรัสเดินทางไปทั่วแล้ว โดยทำให้ประชาชนทั้งประเทศมีข้อมูลที่ถูกต้องไม่สับสน ไม่ประมาทแต่ก็มีสติในการรับมือ

เราจะยังคงอยู่กับวิกฤตไวรัสนี้ไปอีกนานพอควร เหมือนการวิ่งมาราธอน ในวงการสื่อมวลชนเองก็อาจต้องหารือกันว่าเราจะช่วยกันทำอะไรได้อีกบ้าง โดยไม่ต้องรอภาครัฐก็ได้ เพื่อช่วยสื่อสารกับประชาชนในการรับมือ และ สะท้อนเสียงจากประชาชนสู่รัฐด้วย 

 

ที่มา ทวิตเตอร์ @supinya